คนไข้ล้นโรงพยาบาล “คลินิกหมอครอบครัว” คือทางออก

23.07.16 | 15:45 น.

ภาพความแออัดภายในโรงพยาบาลรัฐ กลายเป็นภาพคุ้นชินตาคู่ระบบสาธารณสุขภาครัฐไปเสียแล้ว…

ไม่ว่าจะเป็นปัญหาผู้ป่วยล้น เตียงไม่พอ ห้องพักมีจำกัด หลายแห่งต้องใช้เปลเข็นแทนเตียงให้ผู้ป่วยนอนรักษาตัวบริเวณทางเดิน ริมบันได หรือหน้าลิฟต์ ไม่เพียงส่งผลต่อผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษา ขณะเดียวกัน บุคลากรสาธารณสุข แพทย์ พยาบาลก็ประสบปัญหา เพราะมีภาระงานเพิ่มอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ล่าสุด ในแวดวงสาธารณสุขมีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงเรื่องนี้ โดยหยิบยกกรณีหนึ่งจากเฟซบุ๊ก”Ittaporn Kanacharoen” ของ พล.อ.ต.นพ.

อิทธพร คณะเจริญ รองเลขาธิการแพทยสภา ได้เผยแพร่เนื้อหาของแพทย์จบใหม่ทั่วไป ที่เรียกว่า จีพี หรือ general practice ซึ่งได้ส่งจดหมายเพื่อขอเล่าเรื่องราวการทำงานในโรงพยาบาลชุมชนโดยไม่ขอเอ่ยชื่อ โดยระบุถึงการทำงานในโรงพยาบาลชุมชนอย่างหนัก เนื่องจากมีการใช้แรงงานภาคจีพี เป็นตัวขับเคลื่อนการทำงานของโรงพยาบาล ซึ่งกลายเป็นแรงงานหลักท่ามกลางความขาดแคลน

จากปัญหาดังกล่าว ทำให้หมอกลุ่มทั่วไปอยู่ในโรงพยาบาลเพียง 1-2 ปี พอเริ่มชำนาญงาน เกือบทั้งหมดจะลาออก หรือไม่ก็หาลู่ทางเรียนต่อ เพื่อไม่ต้องทนต่อการเป็นจีพี เพราะแต่ละวันหมอ 1 คน ต้องตรวจวินิจฉัยคนไข้เกือบร้อยราย ทำงานนอกเวลา 24 ชั่วโมง ติดกันหลายๆ วัน ยิ่งท่ามกลางระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) รักษาฟรี ที่ประชาชนเข้าถึงบริการมากขึ้น แน่นอนส่งผลดีต่อคนไข้

Advertisement

แต่หากพิจารณาดีๆ จะพบว่าหมอมีเวลาวินิจฉัยคนไข้น้อยมาก แม้จะถูกสอนให้ดูคนไข้ละเอียด แต่ความเป็นจริงทำไม่ได้ สุดท้ายก็มีผลต่อคุณภาพการรักษา กระทบคนไข้…

หลังจากมีการกระจายข้อความดังกล่าวในโลกออนไลน์ ปรากฏว่ามีผู้มาแสดงความคิดเห็นเชิงเห็นใจมากมาย ขณะที่มีแพทย์โรงพยาบาลจังหวัด อย่างโรงพยาบาลศูนย์ (รพศ.) โรงพยาบาลทั่วไป (รพท.) ให้ความเห็นว่าโรงพยาบาลในจังหวัดพบปัญหามากกว่านี้ เพราะเป็นโรงพยาบาลขนาดใหญ่ ประชาชนจะเข้ารับบริการมาก

เกิดคำถามว่า เมื่อไรปัญหาเหล่านี้จะได้รับการแก้ไข เพื่อให้คุณภาพชีวิตทั้งของคนไข้และของบุคลากรสาธารณสุขดีขึ้นทั้งสองฝ่าย

นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงแนวทางแก้ไขเรื่องนี้ว่า ขณะนี้กำลังทำแผนกำลังคนในทุกวิชาชีพว่ามีวิชาชีพใดขาดแคลน และควรกระจายไปยังพื้นที่ไหนบ้าง รวมทั้งจะพิจารณาด้วยว่า ในแต่ละพื้นที่ประชากรจำนวนเท่าใด จำเป็นต้องมีแพทย์กี่คน จึงจะเพียงพอ ซึ่งเรื่องนี้ได้มอบให้ นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ รองปลัด สธ. รวบรวมข้อมูล คาดว่าภายในสิ้นเดือนกรกฎาคมนี้จะทราบข้อมูลเบื้องต้น เพื่อนำมาวางแผนกระจายบุคลากรให้ตรงกับพื้นที่

?การกระจายแพทย์ก็เป็นส่วนหนึ่ง หากมุ่งแต่ผลิตแพทย์อย่างเดียวคงไม่ได้ ขณะนี้ได้มีการพัฒนาระบบสุขภาพอำเภอ โดยเป็นแผน 10 ปี จัดตั้งคลินิกหมอครอบครัว ซึ่งจะช่วยลดความแออัดในโรงพยาบาลระดับจังหวัดได้ โดยคลินิกหมอครอบครัวจะทำงานเป็นทีมของแพทย์ ทั้งโรงพยาบาลชุมชนและโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) มีสหวิชาชีพ แพทย์ ทันตแพทย์ พยาบาล เภสัชกร บุคลากรสาธารณสุข ที่จำเป็นในแต่ละพื้นที่ โดย 1 ทีมจะดูแลประชากร 10,000 คน ตั้งคลินิกนี้แล้ว ไม่จำเป็นต้องสร้างสถานพยาบาลขนาดย่อมขึ้นอีก แต่จะใช้พื้นที่ใน รพ.สต.หรือพื้นที่ที่เหมาะสมในแต่ละแห่ง” นพ.โสภณกล่าว และว่า โดยปกติทีมหมอครอบครัวมีการดำเนินการในพื้นที่อยู่แล้ว แต่จะเน้นส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค และรักษาโรคทั่วไป แต่หากเป็น

กลุ่มโรคที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ก็จะจัดส่งไปยังโรงพยาบาลจังหวัด แต่เมื่อมีนโยบายนี้จะมีภาระงานดูแลผู้ป่วยเพิ่มขึ้น และเป็นระบบมากขึ้น ซึ่งบุคลากรสาธารณสุขในระดับอำเภอกลุ่มนี้จะได้รับการปรับเพิ่มค่าตอบแทนด้วย และขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณาตัวเลขที่เหมาะสม

ในเรื่องค่าตอบแทนนั้น ปลัด สธ.ให้ข้อมูลว่า ขณะนี้มีการหารือว่าจะเพิ่มให้กลุ่มที่ทำงานด่านหน้า อย่างบุคลากรด้านเวชศาสตร์ครอบครัว บุคลากรด้านระบาดวิทยา และบุคลากรที่ประจำห้องฉุกเฉิน ซึ่งการดำเนินการเหล่านี้ แม้จะตั้งเป้าไว้ 10 ปี แต่ความเป็นจริงภายในปีนี้ก็เริ่มเห็นผลได้ เนื่องจากทีมหมอครอบครัวมีการทำงานกันมาก่อน แต่สิ่งสำคัญต้องสร้างระบบ สร้างคนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะหมอเวชศาสตร์ครอบครัว

ประเมินว่าประชากร 65 ล้านคน จะต้องมีทีมหมอครอบครัว 6,500 ทีม ต้องมีหมอเวชศาสตร์ครอบครัว 6,500 คน ขณะนี้แต่ละปีมีหมอเวชศาสตร์ครอบครัวประมาณ 200 คน โดยจะมีการอบรมเพิ่มเติมอีก 10 ปี คาดว่าจะเพิ่มได้อีกประมาณ 600 คน ก็จะสามารถกระจายและดูแลประชากรได้ทั้งหมด

นพ.โสภณกล่าวว่า ในส่วนของโรงพยาบาลระดับจังหวัด จะมีคลินิกตามขอบเมืองต่างๆ ด้วย เรียกว่าคลินิกสี่มุมเมือง คอยรับผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ที่ต้องรับยาประจำ เพื่อลดการรอคิว ลดความแออัดในโรงพยาบาล สิ่งเหล่านี้คือแนวทางแก้ปัญหาในภาพรวม

ต้องดูกันต่อว่าสุดท้ายจะขับเคลื่อนได้มากน้อยแค่ไหน เพราะในพื้นที่ระดับอำเภอ ตำบล ผู้แทนชมรมผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล หรือ รพ.สต.(ประเทศไทย) เคยเรียกร้องให้ สธ.ให้ความสำคัญ ทั้งในเรื่องค่าตอบแทน เรื่องความก้าวหน้า เพราะมองว่าหมออนามัย บุคลากรสาธารณสุขในระดับตำบล เป็นด่านหน้าที่ควรได้รับการดูแลและใส่ใจมากกว่าที่เป็นอยู่

ล่าสุด นายมะกอเซ็ง เจะแต ประธานชมรมผู้อำนวยการ รพ.สต.จังหวัดชายแดนใต้ และ นายสมศักดิ์ จึงตระกูล ประธานชมรมผู้อำนวยการ รพ.สต. ทำหนังสือถึงเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ เรื่องขอให้นายกรัฐมนตรีแก้ไขการบริหารงานบุคคล งบประมาณ และค่าตอบแทนบุคลากรสาธารณสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ระบุว่า ข้าราชการสาธารณสุขและบุคลากรสาธารณสุขที่ปฏิบัติงานใน รพ.สต. และหน่วยงานสาธารณสุขอื่นในพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนใต้ คือ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส สตูล และ 4 อำเภอของ จ.สงขลา ได้แก่ อ.จะนะ อ.เทพา อ.นาทวี และ อ.สะบ้าย้อย เป็นกลุ่มข้าราชการ สธ.ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่พิเศษ ที่มีสถานการณ์ไม่ปกติ มีความเสี่ยงภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของตนเองและครอบครัว เพื่อเป็นการสร้างขวัญกำลังใจ พิจารณาช่วยเหลือแก้ไขด้านการบริหารงานบุคคล งบประมาณ และค่าตอบแทนบุคลากรสาธารณสุข ในจังหวัดชายแดนภาคใต้

เรื่องแบบนี้ ฝั่งผู้บริหาร สธ.ย้ำเสมอว่าไม่ได้นิ่งนอนใจ กำลังดำเนินการขับเคลื่อนให้เพื่อความเป็นธรรมในทุกวิชาชีพและทุกพื้นที่ ไม่เพียงภาคใต้เท่านั้น แต่ต้องรอ!