ปปง. ยึดอายัดทรัพย์คดีค้ามนุษย์ – ศุลกากร ฉ้อโกงบิทคอยน์ เพิ่มกว่า 131ล้านบ.
เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน พล.ต.ต. ปรีชา เจริญสหายานนท์ รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (เลขาธิการ ปปง.) เปิดเผยภายหลังประชุม คณะกรรมการธุรกรรม ครั้งที่ 6/2563 ว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ยึดและอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดในคดีที่อยู่ในความสนใจของประชาชน จำนวน 3 รายคดี ได้แก่1. รายคดี นางสุชาดา อุบลพิทักษ์ กับพวก ให้อายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด จำนวน 1 รายการ พร้อมดอกผล (ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง) รวมมูลค่าทั้งสิ้นประมาณ 49,776,000 บาท
ทั้งนี้ ซึ่งพฤติการณ์แห่งคดีมีลักษณะเป็นความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ หรือความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาในความผิดเกี่ยวกับเพศ เฉพาะที่เกี่ยวกับการเป็นธุระจัดหา ล่อไป พาไป หรือรับไว้ เพื่อการอนาจารซึ่งชายหรือหญิง เพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น หรือความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี เฉพาะที่เกี่ยวกับการเป็นธุระจัดหาล่อไปหรือชักพาไปเพื่อให้บุคคลนั้นกระทำ การค้าประเวณี หรือที่เกี่ยวกับการเป็นเจ้าของกิจการการค้าประเวณี ผู้ดูแลหรือผู้จัดการกิจการค้าประเวณี หรือสถานการค้าประเวณี หรือเป็นผู้ควบคุมผู้กระทำการค้าประเวณีในสถานการค้าประเวณี อันเป็นความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 (2) แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542
โดยนางสุชาดา อุบลพิทักษ์ หรือ เจ๊นุช กับพวก ร่วมกันลักลอบเปิดบริการค้าประเวณี ในสถานบริการ อาบ อบ นวด ชื่อ “ร้านธารทิพย์” ซึ่งมีนางจิตนา มังกรแก้ว หรือ เจ๊ใหญ่ เป็นเจ้าของและผู้ดูแลสถานบริการ อาบ อบ นวด ดังกล่าว โดยเจ๊นุชจะทำหน้าที่ต้อนรับและเชียร์แขกภายในร้าน จากการเข้าจับกุมและตรวจค้นพบหญิงสาวสัญชาติไทย, เมียนมาร์, ลาว, และบุคคลพื้นที่สูง รวมทั้งสิ้นจำนวน 32 คน ทำงานค้าประเวณี จึงได้จับกุมนางสุชาดา อุบลพิทักษ์ และนางกนิษฐา หาริชัย โดยแจ้งข้อกล่าวหาว่า ร่วมกันเป็นธุระจัดหาล่อไปหรือพาไปซึ่งบุคคลใด เพื่อให้บุคคลนั้นกระทำการค้าประเวณีแม้บุคคลนั้นจะยินยอมก็ตาม และร่วมกันรับบุคคลต่างด้าวซึ่งไม่มีใบอนุญาตทำงานเข้าทำงานหรือรับคนต่างด้าวเข้าทำงานที่มีลักษณะเงื่อนไข การทำงานที่แตกต่างออกไปจากที่กำหนดไว้ในใบอนุญาต และจากการตรวจสอบในภายหลังพบว่ามีหญิงสาว ที่ค้าประเวณี 1 คน อายุเพียง 17 ปี จึงได้นำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดี และพนักงานสอบสวนมีความเห็นควรสั่งฟ้องผู้ต้องหาจำนวน 13 ราย ในความผิดฐานร่วมกันค้ามนุษย์ และส่งเรื่องให้สำนักงาน ปปง. เพื่อดำเนินการกับทรัพย์สินของผู้กระทำความผิด
พล.ต.ต. ปรีชา กล่าวต่อว่า คดีที่2 คือ นายปริญญา จารวิจิต กับพวก ได้ร่วมกันวางแผนและสมคบหลอกลวงโดยชักชวนให้นายอาร์นี โอทาวา ซาริมา ชาวฟินแลนด์ (Mr.Aarni Otava Saarimaa) ร่วมลงทุนซื้อหุ้นกับ บริษัท Expay Software จำกัด และ Nx Chain Inc ในการประกอบธุรกิจซื้อขายสกุลเงินดิจิตอลในชื่อดราก้อน คอยน์ (Dragon Coin : DRG) และหุ้นของบริษัท ดีเอสเอ 2002 จำกัด (มหาชน) โดยอ้างว่าเป็นธุรกิจ ที่ให้ผลตอบแทนสูง เป็นเหตุให้นายอาร์นีฯ หลงเชื่อลงชื่อในสัญญาที่นายปริญญาฯ จัดทำขึ้น และโอนเหรียญ บิตคอยน์ซึ่งเป็นเงินดิจิตอลเข้ากระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ที่กลุ่มนายปริญญาฯ เปิดรองรับไว้รวม 19 ครั้ง คิดเป็นเงินไทย 797 ล้านบาท
แต่นายอาร์นีฯ ไม่ได้รับหุ้นครบตามสัญญาและไม่มีการนำเงินไปลงทุนในหุ้นจริง จึงทราบว่าถูกนายปริญญาฯ กับพวกหลอกลวง ซึ่งนายปริญญาฯ ได้นำเงินไปรับซื้อฝากที่ดินและซื้อที่ดินหลายแปลงในชื่อของตนและพวกมีมติให้ยึดและอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ของนายปริญญา จารวิจิต กับพวก (เพิ่มเติม) จำนวน 13 รายการ พร้อมดอกผล (เงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร, หน่วยลงทุนกองทุนเปิด, เช็คธนาคาร, ที่ดิน) รวมมูลค่าทั้งสิ้นประมาณ 43,278,760.70 บาท
ทั้งนี้ ในรายคดีนี้ คณะกรรมการธุรกรรมในคราวประชุมครั้งที่ 14/2561 เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2561 ได้มีมติให้อายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด (บัญชีเงินฝากธนาคาร, ที่ดิน) จำนวน 64 รายการ รวมมูลค่าประมาณ 210 ล้านบาทและคดีที่ 3 คือ คดี นางไหมดี แก้ววงสา กับพวก มีความผิดเกี่ยวกับลักลอบหนีศุลกากร โดยลักลอบนำเงินตราออกนอกราชอาณาจักร ซึ่งจากการตรวจค้นพบธนบัตรไทยเก็บไว้ในช่องลับของเบาะหลังรถยนต์จำนวน 28 ล้านบาท และพบธนบัตรซุกซ่อนไว้หลังช่องลับของตู้ลำโพงในกระโปรงหลังรถ อีกจำนวน 10 ล้านบาท รวมจำนวนเงินทั้งสิ้น 38 ล้านบาท ซึ่งเงินดังกล่าวเป็นเงินที่ผู้ต้องหาได้จากการทำธุรกิจขายสินค้าประเภทของสด ของแห้ง
รวมทั้งธุรกิจแลกเปลี่ยนเงินตรา ในนครหลวงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) โดยได้เก็บสะสมมาระยะหนึ่ง แล้วผู้ต้องหาจะเดินทางเข้ามาในประเทศไทยเพื่อนำเงินสกุลดอลล่าร์สหรัฐเข้ามาแลกเปลี่ยน ในประเทศไทยเป็นเงินธนบัตรไทย และรวบรวมนำเงินทั้งหมดกลับไป สปป.ลาว เพื่อนำไปใช้หมุนเวียนในธุรกิจแลกเปลี่ยนของตนโดยไม่ได้ขออนุญาตแลกเปลี่ยนเงินจากธนาคารแห่งประเทศไทย มีมติให้ยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด จำนวน 1 รายการ พร้อมดอกผล (เงินสด) รวมมูลค่า 38,000,000 บาท ไว้ชั่วคราว มีกำหนดไม่เกิน 90 วัน

