ครม.ไฟเขียว แต่ง‘ผ้าไทย’ 2วันต่อสัปดาห์
แม้สถานการณ์การระบาดโรคโควิด-19 จะคลี่คลาย ไม่มีผู้ติดเชื้อใหม่ในประเทศติดต่อกันเป็นวันที่ 15 แล้ว แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าวิกฤตครั้งนี้กระทบต่อปากท้อง รายได้ของประชาชน และเศรษฐกิจของประเทศอย่างมหาศาล
สิ่งหนึ่งที่จะช่วย “ฟื้นฟูประเทศ” ปลุกเศรษฐกิจให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง นั่นคือ การอุดหนุนสินค้าคนไทยด้วยกันเอง ทั้งกินของไทย ใช้ของไทย เที่ยวเมืองไทย ซึ่งสอดคล้องกับ “นโยบายของรัฐบาล”
ล่าสุด ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) “ไฟเขียว” มาตรการส่งเสริมและสนับสนุนการใช้และสวมใส่ผ้าไทย ตามที่กระทรวงมหาดไทย โดยกรมการพัฒนาชุมชนนำเสนอ เพื่อส่งเสริมให้ข้าราชการ ประชาชน แต่งกายด้วยผ้าไทยตามความเหมาะสมของท้องถิ่น “เพิ่มขึ้น” หรือ “อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 วัน” หวังปลุกเศรษฐกิจชุมชนให้กลับมาคึกคักในช่วงวิกฤตโควิด-19 อีกทั้งเป็นการสืบสานพระราชปณิธานของ “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง”

ในโอกาสนี้ กระทรวงมหาดไทย นำโดย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.) นำคณะจัดแสดงนิทรรศการส่งเสริมและผลการดำเนินโครงการสืบสาน อนุรักษ์ศิลป์ผ้าถิ่นไทย ดำรงไว้ในแผ่นดิน อาทิ นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการ มท. นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน (พช.) ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานสภาสตรีแห่งชาติในพระบรมราชูปถัมภ์ ในฐานะผู้ร่วมขับเคลื่อนรณรงค์อนุรักษ์ศิลป์ผ้าถิ่นไทย เข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เพื่อจัดแสดงนิทรรศการผ้าไทย และผลการดำเนินงานโครงการ “สืบสาน อนุรักษ์ศิลป์ผ้าถิ่นไทย ดำรงไว้ในแผ่นดิน” เมื่อวันที่ 9 มิถุนายนที่ผ่านมา
นายกรัฐมนตรีได้ให้ความสนใจผ้าไทยที่นำมาจัดแสดงเป็นอย่างมาก และยังอุดหนุนผ้าคลุมไหล่แพรวา จากจังหวัดกาฬสินธุ์ จำนวน 2 ผืน กระเป๋าจักสานจากเตยตานี ของจังหวัดตรัง จำนวน 2 ใบ กระเป๋าใส่เอกสารทำจากผ้าขาวม้า ของจังหวัดอำนาจเจริญ อีก 2 ใบ พร้อมกล่าวเชิญชวนคนไทยร่วมแต่งกายด้วยชุดผ้าไทยว่า
“เชิญชวนให้ทุกภาคส่วนร่วมกันส่งเสริมสนับสนุนผลิตภัณฑ์ให้ใช้และสวมใส่ชุดผ้าไทยเป็นประจำอย่างน้อยสัปดาห์ละสองวัน นอกจากจะเป็นการสืบสานพระราชปณิธานสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อการอนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญาของคนไทย ยังเป็นการสนับสนุนการสร้างอาชีพ สร้างงาน สร้างรายได้ ให้เกิดขึ้นกับผู้ประกอบการในชุมชน อันเป็นกลไกการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ให้มีความมั่นคง สามารถพึ่งพาตนเองได้ ทำให้เกิดการหมุนเวียนในห่วงโซ่ทางเศรษฐกิจระดับประเทศต่อไป” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2563 เห็นชอบมาตรการส่งเสริมและสนับสนุนการใช้และสวมใส่ผ้าไทย โดยการรณรงค์เชิญชวนคนไทยสวมใส่ผ้าไทยอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 วัน เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่า รากเหง้าจากภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ ที่สะท้อนให้เห็นบริบททางสังคมและวัฒนธรรมของแต่ละพื้นที่ ด้วยการถ่ายทอดหัตถกรรมผ่านผ้าทอจากบรรพชนสู่คนรุ่นปัจจุบัน ด้วยการส่งเสริมและเผยแพร่ผ้าพื้นถิ่นไทยให้ดำรงคงอยู่ปรากฏเป็นความภาคภูมิใจของคนไทย
ประกอบกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ทำให้ประเทศไทยอยู่ในภาวะวิกฤต ส่งผลกระทบในวงกว้างต่อการใช้ชีวิตของประชาชนทั่วประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อรายได้ของผู้ประกอบการผ้าในท้องถิ่นชุมชน ซึ่งเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ดังนั้น การรณรงค์กระตุ้นให้เกิดค่านิยมการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากผ้าทอพื้นเมืองซึ่งเป็นภูมิปัญญาของคนไทยจะก่อให้เกิดรายได้กระจายสู่ชุมชนอย่างรวดเร็วและทั่วถึง

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการ มท. เปิดเผยว่า มท. โดย พช.ได้ประมาณการว่าหากมีคนไทยแต่งกายด้วยผ้าไทยเป็นประจำสัปดาห์ละ 2 วัน จำนวน 35 ล้านคน จะทำให้มีการซื้อผ้าและใช้ผ้าคนละ 10 เมตร ราคาเมตรละประมาณ 300 บาท จะทำให้เกิดความต้องการผ้าไทย จำนวน 350 ล้านเมตร คิดเป็นมูลค่า 105,000 ล้านบาท เม็ดเงินนี้จะกลับคืนสู่ชุมชนก่อให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ให้พี่น้องประชาชนช่วยให้หลุดพ้นจากความยากจน มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
ด้าน นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน (พช.) กระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า มาตรการส่งเสริมและสนับสนุนการใช้และสวมใส่ผ้าไทยดังกล่าว ดำเนินการโดยกรมการพัฒนาชุมชน ร่วมกับสภาสตรีแห่งชาติในพระบรมราชินูปถัมภ์ ที่ได้ร่วมกันจัดทำ “โครงการสืบสาน อนุรักษ์ศิลป์ผ้าถิ่นไทย ดำรงไว้ในแผ่นดิน” เพื่อสืบสานพระราชปณิธานสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ ต่อการอนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญาของคนไทย
“พระองค์ทรงมีพระราชดำริให้นำภูมิปัญญาของราษฎรที่ได้ทอผ้าไว้ใช้กันอยู่ มาพัฒนาเป็นอาชีพให้ก่อเกิดรายได้แก่ราษฎร รวมถึงเพื่อสนับสนุนส่งเสริมให้เกิดการสร้างงาน สร้างอาชีพและสร้างรายได้ให้กับกลุ่มสตรีในท้องถิ่น อีกทั้งเชิดชูอัตลักษณ์คุณค่าผ้าท้องถิ่น ให้เกิดกระแสความนิยมการแต่งกายผ้าไทยแก่ประชาชนคนไทยทั่วประเทศ ตลอดจนเป็นการเผยแพร่ภาพลักษณ์ความเป็นไทยสู่สายตาชาวต่างชาติอีกด้วย โดยได้มีการจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือดำเนินการตามโครงการ กับ 76 จังหวัด และหน่วยงานรัฐวิสาหกิจในส่วนกลาง ได้แก่ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) เป็นต้น เรียบร้อยแล้ว” นายสุทธิพงษ์กล่าว
ขณะที่ ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานสภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ กล่าวว่า การดำเนินโครงการ “สืบสาน อนุรักษ์ศิลป์ผ้าถิ่นไทย ดำรงไว้ในแผ่นดิน” เป็นการสนับสนุนการสร้างอาชีพ สร้างงาน สร้างรายได้ ให้เกิดขึ้นกับผู้ประกอบการในชุมชน อันเป็นกลไกการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้มีความมั่นคง สามารถพึ่งพาตนเองได้ และทำให้เกิดการหมุนเวียนในห่วงโซ่ทางเศรษฐกิจระดับประเทศต่อไป ซึ่งผลการดำเนินโครงการ ณ ปัจจุบัน มียอดจำหน่ายประเภทผ้า ซึ่งสามารถสร้างมูลค่าให้กับเศรษฐกิจฐานราก จำนวน 13,465,166,754 บาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.3 เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงระยะเวลาเดียวกันในปี พ.ศ.2562 ความหวังของโครงการนี้ ที่มุ่งมั่นเดิมทีก่อนมีโควิด-19 เราอยากให้คนทั้งประเทศมาร่วมกันใส่ผ้าไทย เพื่อสร้างเศรษฐกิจฐานรากชุมชนให้เข้มแข็งพึ่งพาตนเองได้
“พอเกิดวิกฤตโควิด-19 สิ่งที่อยากขอกราบวิงวอน เชิญชวน พวกเราจะมีชีวิตรอด และจะสามารถกลับมายืน และมีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง ทั้งจิตใจและรายได้ อย่างเดียว คือ เราต้องนิยมไทย เพื่อพลิกฟื้นเศรษฐกิจของเราให้กลับมาได้เร็ว วิงวอนคนไทยทั่วประเทศ ขอเพียงร่วมกันใส่ผ้าไทยทุกวัน ขอให้คิดว่าเราใส่ผ้าไทย 1 ผืน ช่วยเศรษฐกิจของไทยด้วยเงินทุกบาทที่เราจ่ายไป ฉะนั้น การสนับสนุนการใส่ผ้าไทย ไม่เพียงสืบสานอนุรักษ์วัฒนธรรมของบรรพบุรุษ แต่ยังต่อยอดชีวิตไปอีกหลายๆ ชีวิต ที่จะสร้างรายได้ให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน” ดร.วันดีทิ้งท้าย และอธิบดี พช.กล่าวเสริมว่า
“เราอยากเห็นลมหายใจของผ้าไทย ซึ่งสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงช่วยต่ออายุให้จนมีลมหายใจที่แข็งแรงในวันนี้ ให้มีลมหายใจที่อยู่คู่กับแผ่นดินไทยตลอดไป”
ร่วมกันสืบสาน อนุรักษ์ผ้าถิ่นไทย ดำรงไว้ในแผ่นดิน


