แนวคิดจับคู่ประเทศเพื่อให้ประชาชนได้เดินทางไปมาหาสู่ท่องเที่ยวระหว่างกันนั้นเกิดขึ้นภายหลังการคลายล็อกการป้องกันตัวจาก “โควิด-19” นับเป็นความคิดที่ดี
ทั้งที่ก่อนนี้ชอบจะเปรียบกันว่า “โลกไร้พรมแดน” ผู้คน ข้อมูลข่าวสาร สินค้า เงินตรา วัฒนธรรม ทุกสิ่งสรรพไหลบ่าเข้าหากันไร้ขอบเขตกั้นขวาง แต่เมื่อไวรัสโควิด-19 ระบาดหนัก ผู้คนทั่วโลกติดเชื้อกว่า 8 ล้านคน เสียชีวิตเกือบ 5 แสนคน โลกก็เปลี่ยนไป
แต่ละประเทศต่างป้องกันตนเองด้วยการปิดบ้าน ปิดเมือง ปิดตัว ตัดขาดจากการสัมพันธ์เชื่อมโยงติดต่อกับผู้คนอื่นเพื่อตัดโอกาสการรับเชื้อไวรัสโควิด-19
ธุรกิจการบินพบจุดจบโดยเฉียบพลัน
วันนี้หลายคนมีความรู้สึกว่าการระบาดของโควิด-19 เริ่มชะลอตัว ทั้งที่ยังคงพบ “ผู้ป่วยรายใหม่” นับพันนับหมื่นคน ภายใน 1 วัน ในหลายประเทศ
“ไทย” อาจจะอยู่นอกกรอบนั้นเพราะกว่า 5 เดือนมานี้มีผู้ติดเชื้อสะสมเพียง 3 พันกว่าคน ซึ่งน้อยกว่าสถิติของหลายประเทศที่วันหนึ่งๆ ยังพบผู้ติดเชื้อหลายพันถึงนับหมื่นคน
ที่ผ่านมานั้น “ไทย” ประสบความสำเร็จน่ายินดีแล้ว จบแล้ว
แต่ที่ “ยังไม่จบ” คือภายหลัง “การคลายล็อก”!
จากนี้ไปไทยจะมีความรัดกุมรอบคอบละเอียดใน “การรับมือ” หรือไม่
หนึ่ง มาตรการรับมือกับคนไทยที่ตกค้างอยู่ในหลายประเทศซึ่งเข้าคิวเตรียมเดินทางกลับไม่น้อยกว่า 40,000 คน
สอง มาตรการรับมือกับแรงงานต่างด้าวที่ลักลอบกลับไปภูมิลำเนา และลักลอบกลับมาตามช่องทางธรรมชาติแนวชายแดน และ
สาม มาตรการรับมือกับชาวต่างประเทศที่จะอนุญาตให้เดินทางเข้าประเทศไทย
“การท่องเที่ยว” อยากได้เงินจากคนที่มาเที่ยว “สาธารณสุข” อยากได้ยาและวัคซีน ทั้งยังไม่น่ายินดีนักถ้า “เงิน” ที่อยากได้นั้นมาพร้อมกับพิบัติภัย
“การจับคู่ประเทศ” จึงต้องใช้ฐานข้อมูลและมาตรการที่รัดกุมรอบคอบทั้งสองฝ่าย
ไม่เช่นนั้นแล้ว แทนที่จะ “ร่วมเป็น” ก็จะกลายเป็น “กอดคอกัน-ร่วมตาย”!
ดูจากข้อมูลประจำวัน สถานการณ์ระบาดของโควิด-19 ทั่วโลกยังไม่น่าไว้ใจ
ประเทศที่มีผู้ป่วยเกิน 1 แสนคนขึ้นไป ที่ตายหลายพันหลายหมื่นคนถึงเป็นแสนคนอย่างสหรัฐอเมริกา “ไทย” จะไปจับคู่ทำไม
หรือจะเอา “ชีวิตประชาชน” ไปวางเดิมพัน !?!!

