‘ผอ.รพ.จะนะ’ ติงกรธ.เผยแพร่สิทธิบัตรทองสวนทางร่าง รธน. จี้ชี้แจง อย่าทำสังคมเข้าใจผิด

25.07.16 | 17:00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้ในสังคมออนไลน์มีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงกรณี นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ กรรมการชมรมแพทย์ชนบท และผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะ จ.สงขลา ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว “Supat Hasuwannakit” ถึงกรณีกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ เผยแพร่ภาพสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติหรือบัตรทอง ว่า เป็นลักษณะชวนเชื่อให้คนเข้าใจผิดนั้น นพ.สุภัทร ให้สัมภาษณ์ว่า การเผยแพร่ลักษณะนี้เป็นการโฆษณาชวนเชื่อ โดยระบุว่า “บัตรทองไม่หายไปไหน แต่จะคุ้มครองเพิ่มขึ้นถึงเรื่องการป้องกันและฟื้นฟูสุขภาพ นอกจากนั้นทุกครอบครัวจะมีแพทย์ประจำครอบครัวไว้ให้บริการก่อนไปใช้บริการโรงพยาบาลของรัฐ เมื่อมีโรคติดต่ออันตราย รัฐต้องดูแลให้ฟรีด้วย ดังนั้น ประชาชนมั่นใจได้ว่าจะได้รับบริการสาธารณสุขที่มีมาตรฐานสูงขึ้นเรื่อยๆ” ข้อความดังกล่าวสวนทางกับร่างรัฐธรรมนูญด้านสุขภาพ ที่จะให้บริการสาธารณสุขและไม่เก็บเงินกับผู้ยากไร้ คนแก่ คนพิการ เด็ก แต่โอกาสในการเก็บเงินกับประชาชนทั่วไปยังมี หรือที่กังวลมาตลอดคือ การร่วมจ่ายนั่นเอง

สุภัทร5

“ถ้า กรธ.มั่นใจก็ต้องออกมาชี้แจงประเด็นนี้ให้ชัดเจนว่าผมเข้าใจผิด ก็จะเป็นสิ่งที่ดีด้วยเพราะจะได้ชี้แจงต่อสังคม เพราะว่าถ้าปล่อยให้คลุมเครือก็สมควรถูกคนเอาไปขยายความ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมากที่สุดในระบบสุขภาพ เพราะว่าใน สนช. กรรมาธิการสาธารณสุขมีข้อเสนอให้ร่วมจ่ายสูงถึงร้อยละ 30-50 อย่าว่าแต่คนจนเลยคนชั้นกลางเองก็จะลำบาก นับเป็นหลักคิดที่ถอยหลัง เพราะเรามาไกลแล้ว ถ้างบประมาณไม่พอก็เก็บภาษีเพิ่ม ชมรมแพทย์ชนบทชัดเจนว่าการร่วมจ่ายเมื่อเจ็บป่วยนั้นเป็นเรื่องไม่สมควร ต้องร่วมจ่ายในระบบภาษีที่เป็นการเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข ไม่ใช่ให้คนป่วยจ่าย ถ้าคนป่วยจ่ายก็เท่ากับเป็นการซ้ำเติมคนป่วย” นพ.สุภัทร กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่าการร่วมจ่ายอาจเป็นจ่ายก่อนป่วย นพ.สุภัทร กล่าวว่า การร่วมจ่ายก่อนป่วย อย่างการเก็บภาษีทั่วไป ถามว่าทำได้จริงหรือไม่ ดังนั้น เมื่อไม่ได้ระบุให้ชัดย่อมมีโอกาสเกิดการร่วมจ่ายเมื่อป่วย หรือการร่วมจ่าย ณ จุดบริการ (รพ.) ได้ทุกเมื่อ ซึ่งตรงนี้คือการถอยหลังกลับสู่ระบบสาธารณสุขอันเดิม เป็นระบบอนาถา ไม่มีสิทธิ ไม่มีความเสมอภาค เหมือนรัฐธรรมนูญปี 2550 ซึ่งเดิมระบุชัดถึงสิทธิ ความเท่าเทียม ความเสมอภาค ทุกคนมีสิทธิรับบริการสาธารณสุขอย่างเท่าเทียม ไม่ว่าจนหรือรวย

“ส่วนเรื่องการมีหมอประจำครอบครัวนั้น ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ส่วนการมีแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวในสัดส่วนที่เหมาะสมนั้น ปัจจุบันเราพยายามเป็นเช่นนั้น คือพยายามมีแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวให้มากขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ รพ. ทำหน้าที่ดูแลเหมือนแพทย์ทั่วไป ไม่ได้ทำหน้าที่แพทย์ประจำครอบครัว ที่เน้นดูแลครอบครัวที่ลงทะเบียนกับตน ดังนั้นจึงไม่ได้แปลว่า การมีแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวในสัดส่วนที่เหมาะสมจะทำให้มีระบบแพทย์ประจำครอบครัว มันคนละเรื่องกัน ซึ่งหากทำได้ก็ดี แต่กลัวจะทำได้ยาก” นพ.สุภัทร กล่าว

Advertisement

สุภัทร4

ด้าน นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) กล่าวว่า สำหรับหมอประจำครอบครัวกับแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวนั้น จะเป็นการทำงานร่วมกัน ซึ่งขณะนี้ สธ.กำลังเดินหน้าเรื่องนี้ โดยชูคลินิกทีมหมอครอบครัว ซึ่งในหนึ่งทีมของหมอครอบครัว จะดูแลประชากร 10,000 คน ซึ่งในทีมหมอครอบครัว ที่ทำหน้าที่เหมือนหมอประจำครอบครัวนั้น จะมีสหวิชาชีพต่างๆ ทั้งแพทย์ พยาบาล ทันตแพทย์ เภสัชกร บุคลากรสาธารณสุขต่างๆ ซึ่งจะมีแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวด้วย เบื้องต้นแพทย์ด้านนี้ยังมีไม่มากก็จริง แต่กำลังดำเนินการผลิตเพิ่ม โดยจะเริ่มจากแพทย์ที่เกษียณอายุราชการให้มีการฝึกอบรมด้านดังกล่าวเพิ่ม และจะมีผลิตเพิ่มด้วย คาดว่าภายใน10 ปีจะมีแพทย์เวชศาสตร์ฯ 6,500 คน ดังนั้น การเดินหน้าเรื่องนี้มีความเป็นไปได้และสธ.ได้วางระบบเพื่อเดินหน้าแล้ว