‘บิ๊กต๊อก’ ลั่นไม่เคยกลัวม็อบ แนะควรสู้ตามระบบยุติธรรม ชี้ดีเอสไอทำคดี’สมเด็จช่วง’ตาม กม.
เมื่อวันที่ 25 ก.ค. ที่กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงกรณีพระเมธีธรรมาจารย์ หรือเจ้าคุณประสาร เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย (ศพศ) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ถึงการเชิญชวนให้พระสงฆ์ทั่วโลกออกมาร่วมเคลื่อนไหวหลังระบุว่าสถานการณ์ของคณะสงฆ์ในประเทศไทยไม่ปกติ และมีความเกี่ยวข้องกับคดีของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือสมเด็จช่วง เจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ ผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราช ว่า เราก็ต้องดูว่าจะมีการเคลื่อนไหวอะไร และการเคลื่อนไหวนั้นชอบธรรมหรือไม่ ต้องดูวิธีการว่าถูกต้องหรือไม่ หากเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชก็คงไม่เกี่ยวข้องกับกระทรวงยุติธรรม เพราะการดำเนินคดีของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) มันคนละส่วนกับการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช อีกทั้งถ้ามีการจับโยงเรื่องที่ดีเอสไอดำเนินการอยู่ ไปผูกโยงกับเรื่องของการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช ตรงนี้ไม่ใช่เรื่องของกระทรวงยุติธรรม แต่ถ้าอ้างว่าดีเอสไอทำไม่ถูกก็พูดเสมอว่าที่ผ่านมาก็ให้โอกาสและให้มาพบกับดีเอสไอ อีกทั้งดีเอสไอก็ทำตามหน้าที่ของเขาแล้วไม่ใช่หรือ แต่ถ้าดีเอสไอไม่ทำตามหน้าที่ก็ให้ฟ้องมา ทุกคนมีสิทธิที่จะเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับตัวเอง และก็พึ่งกระบวนการยุติธรรม แต่ถ้าจะไปใช้นอกกระบวนการยุติธรรม เหมือนที่ท่านบอกว่าทำม็อบทำอะไร ถ้าตนคิดตรงนี้ตนก็ไม่เห็นด้วย เพราะดีเอสไอก็เปิดโอกาสให้เข้ามาชี้แจงและตรวจสอบตลอดเวลา ซึ่งไม่มีครั้งไหนเลยที่เขาจะปฏิเสธการตรวจสอบเลย แต่ว่าฝ่ายผู้ต้องหาหรือฝ่ายที่เกี่ยวข้องเห็นว่าไม่ถูกต้อง และต้องการความเป็นธรรมมันก็มีวิธีการเลือกเยอะแยะ ก็ใช้กระบวนการยุติธรรมเข้ามาได้ ไม่เห็นจะต้องไปใช้ในด้านอื่น ซึ่งในเรื่องนี้ตนไม่รับอยู่แล้ว
“ผมพูดอยู่เสมอว่า ถ้าดีเอสไอเขาทำหน้าที่ตามกฎหมายผมก็ต้องให้เขาทำ ผมเป็นผู้บังคับบัญชาผมก็ต้องทำหน้าที่ปกป้องให้เขาทำหน้าที่ตามกฎหมายนั้นให้เต็มที่ แต่ผมไม่เคยเข้าไปก้าวก่ายในเรื่องของการสอบสวน รวมถึงการชี้แจงต่อสื่อมวลชน ก็ให้เขาทำหน้าที่ไป อย่าลืมว่ามีทั้งผู้เร่งรัดที่หาว่าช้า พอออกมาก็บอกว่าเร็ว และเอาไปเชื่อมโยง ซึ่งมันก็มีทั้งนั้น เราก็ต้องเข้าใจ เข้าใจทั้งสองฝ่าย และขอให้ทุกคนทำตามหน้าที่ของตัวเองให้สมบูรณ์ก็พอแล้วกัน” พล.อ.ไพบูลย์กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีวันที่ 27 ก.ค.นี้ ดีเอสไอจะมีการประชุมถึงรายละเอียดคดีการครอบครองรถเบนซ์โบราณของสมเด็จช่วง พล.อ.ไพบูลย์กล่าวว่า เป็นเรื่องของคณะกรรมการพนักงานสอบสวน ซึ่งมีอัยการร่วมอยู่ด้วย ซึ่งมีการกำหนดว่าข้อหาอะไร โดยทั้งหมดต้องมีความเห็นร่วมกัน อย่างไรก็ตาม กระบวนการยุติธรรมเบ็ดเสร็จแล้วจะต้องไปจบที่ศาลยุติธรรม ดังนั้น ตรงนี้เพิ่งอยู่ในขั้นตอนของพนักงานสอบสวน หากพนักงานสอบสวนเห็นว่ามีความผิดและกล่าวหาว่ามีความผิดในคดีนั้นๆ มันก็จบ แต่ในกระบวนการยุติธรรมแล้ว การจบสิ้นจริงๆ มันอยู่ที่ศาลยุติธรรม ใครที่เกี่ยวข้องก็ไปแก้ต่าง ทั้งนี้ยังไม่รู้เลยว่าอัยการจะสั่งฟ้องให้หรือไม่ ซึ่งคดีของวัดพระธรรมกายก็เหมือนกัน ตนก็พูดทุกครั้งว่าเพิ่งเป็นการเริ่มต้นของกระบวนการยุติธรรม ในระบบของกระบวนการยุติธรรม ตนก็ไม่เคยให้สัมภาษณ์ว่าทุกคดีที่ท่านพูดมาถึงเป็นคดีเด็ดขาดแล้ว ซึ่งมันไม่ใช่ แต่ขอให้ออกมาต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรมเท่านั้นเอง และอย่าใช้วิธีนอกระบบ
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีนายสมศักดิ์ โตรักษา ที่ปรึกษาด้านกฎหมายของสมเด็จช่วงออกมาระบุว่าการแถลงข่าวของดีเอสไอ มองว่าเป็นการละเมิดสิทธิ์หรือไม่ พล.อ.ไพบูลย์กล่าวว่า หากมองว่าเป็นการละเมิดสิทธิก็ขอให้ฟ้องมา ตนพูดเสมอว่าถ้าเป็นการละเมิดสิทธิก็ฟ้องมาเลย ใช้กระบวนการยุติธรรมฟ้องพนักงานสอบสวนมาเลย ถ้าเขาผิดก็ถูกลงโทษไปเอง ตนไม่ได้เข้าข้างลูกน้องอยู่แล้ว ที่ผ่านมาก็พูดตลอดว่า สิ่งที่กลัวที่สุดคือกลัวผู้ใต้บังคับบัญชาทำผิดกฎหมายเสียเอง ตนไม่เคยกลัวม็อบ หรือกลัวกระบวนการนอกระบบเลย ถ้ากลัวจะมายืนอยู่ตรงการรักษากฎหมายได้อย่างไร ขอให้ใช้กระบวนการยุติธรรมเข้ามา
ผู้สื่อข่าวถามถึงประเด็นการดำเนินคดีกับสมเด็จช่วง หากตาม พ.ร.บ.ศุลกากร แล้ว ถ้าสมเด็จช่วงชำระเงินค่าภาษีแล้วคดีจะจบหรือไม่ พล.อ.ไพบูลย์กล่าวว่า ถ้าจบก็จบ แต่ตนไม่ทราบขั้นตอนกฎหมาย เพราะไม่ใช่นักกฎหมาย ซึ่งตนไม่แน่ใจ ถ้าจบก็ต้องจบ คือคำว่าจบ ถ้าเป็นเรื่องประเภทนี้ประชาชนคนไทยที่อยู่ภายใต้กฎหมายประเทศไทยก็ต้องจบทุกคนมันไม่มีปัญหา ถ้าจบก็ต้องจบ ก็ให้ความเป็นธรรมเต็มที่

