ปลายสัปดาห์ที่แล้วคนดนตรีถือป้ายผ้าพากันไปที่ทำเนียบรัฐบาลเรียกร้อง “ขออาชีพ-ของเราคืน”
น่าสงสัยใครขโมยอาชีพไป
โควิด-19 มาตั้งแต่กลางเดือนมกรา ผ่านไป 2 เดือนรัฐบาลเพิ่งจะ “ตั้งรับ” ด้วยอาการตื่นตูม ทำให้หลายอาชีพต้องหยุดลงโดยพลัน
คนดนตรีหยุดงานตั้งแต่ 18 มีนาคม จนวันนี้ “โควิด-19” แทบจะหาไม่ได้ในประเทศไทย ต้องอาศัยการ
“นำเข้า” จากต่างประเทศด้วยการไปดักจับกันที่ State Quarantine หรือสถานกักตัวของรัฐ ถึงจะได้ตัวผู้ติดเชื้อรายใหม่มาบ้าง
ที่อื่นๆ ไม่มี ไม่พบพานมานานแล้ว
กระทั่งรัฐบาลปลดล็อกให้หมดตั้งแต่ห้างสรรพสินค้า ร้านอาหารยันร้านนวด
เว้น “คนดนตรี” ที่ยกขบวนกันมาทวงถามด้วยอารมณ์ขมขื่น
“ขออาชีพของเราคืน” !
ขอเพียงแค่ได้ทำมาหากินเพื่อดำรงชีวิต มัจจุราชจะมีประกาศิตอันใด
นักดนตรีมีราว 1 แสนคน ถ้าเฉลี่ยครอบครัวด้วยการเอา 3 คูณ ก็ต้องมีไม่น้อยกว่า 3 แสนชีวิต หรือถ้าผนวกรวมอาชีพที่เกี่ยวเนื่องกัน เช่น งานหลังเวที ช่างเสื้อผ้าหน้าผม แดนเซอร์ ผู้ควบคุมเสียง งานอื่นๆ จิปาถะ คนนับล้านไม่มีจะกิน
ความเดือดร้อนแสนสาหัสนี้อาจเป็นเรื่องที่ “เข้าใจยาก” สำหรับมหาอำมาตย์ หรือข้าราชการชั้นผู้มีอันจะกิน
คนเหล่านั้นไม่มีทางจะรับรู้ได้ ตราบเท่าที่รัฐยังมีเงินจ่ายและโอนเข้าบัญชีให้ทุกเดือน
“ติ๊ก ชิโร่” ศิลปินคนดังผู้มากน้ำใจอาจต้องควักกระเป๋าเฉือนเนื้อช่วยคนดนตรีกันต่อไปในโครงการเพื่อนช่วยเพื่อน
“คนดนตรี” กล่อมโลกใช้เสียงเพลงชโลมหัวใจผู้คนทั้งยามฝัน ยามสุข ยามทุกข์ ยามสิ้นหวัง กระทั่งสามารถปลุกผู้คนให้ลุกขึ้นเชิดหน้าสู้ต่อไป
แต่ภายใต้ระบอบการปกครองแบบ “รัฐราชการ” ที่ทุกสิ่งอย่างถูกรวมศูนย์อยู่กับ “ส่วนกลาง” นี้ “เสียง” ของคนดนตรีแผ่วเบาจนรัฐบาลและ ศบค.ไม่ได้ยิน
ถ้าจะดังก็ต้องเป็นเสียงของนายกรัฐมนตรีที่มี “ยศ” ซึ่งต้องดังกว่า “พลเรือน” และ “พลเมือง” !
แม้ที่ “ศบค.” จะมี “หมอ” เป็นส่วนผสมในองค์ประกอบ แต่ถ้าจะ “ปลดล็อก” ให้ใคร “คำตอบสุดท้าย” ก็ต้องมาจาก “เลขาฯสมช.” ซึ่งมี “ยศ” ธรรมชาติของรัฐ “เจ้าคนนายคน” มักจะมองผ่านเลยศีรษะของผู้คนเป็นธรรมดา !?!!

