‘นพ.เจตน์’ เดินหน้าขยายกม.บัตรทองช่วย ‘ผู้เสียหายทางการแพทย์’ ครอบคลุมประกันสังคม-ขรก.

26.07.16 | 12:40 น.
นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์

เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ ประธานกรรมาธิการสาธารณสุข(กมธ.สธ.) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) กล่าวถึงความคืบหน้าการจัดทำร่างพ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการบริการสาธารณสุข พ.ศ… ว่า ร่างกฎหมายดังกล่าวมีความคิดเห็นต่างกันระหว่างผู้เสนอร่างกฎหมาย และผู้เห็นต่างมานานหลายปี แต่เป้าหมายที่เห็นเหมือนกันคือ มีความต้องการลดคดีฟ้องร้อง อย่างไรก็ตาม จากเรื่องนี้ได้ข้อสรุปเบื้องต้นว่า แทนที่จะตั้งเป็นกองทุนใหม่จากร่างพ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ ควรจะใช้ช่องทางที่มีอยู่แล้ว คือ การขยายความคุ้มครองในมาตรา 41 ของพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 และมาตรา 63(7) ของพ.ร.บ.ประกันสังคมพ.ศ. 2558 รวมเข้ากับสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ แทนการตั้งกองทุนชดเชยความเสียหายฯ

“สธ.จึงเสนอว่า การขยายมาตรา 41 จะต้องแก้ไขร่างพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติและร่างพ.ร.บ.ประกันสังคมร่วมไปด้วยโดยไม่ต้องตั้งเป็นกองทุน แต่ใช้เงินของแต่ละกองทุนบริการสาธารณสุขครอบคลุมบริการด้านการแพทย์และสาธารณสุขทุกวิชาชีพ โดยจะมีการเพิ่มวงเงิน แต่จำนวนเท่าไหร่ก็ต้องหารือร่วมกัน ที่สำคัญผู้ได้รับผลกระทบมีสิทธิได้รับเงินช่วยเหลือเบื้องต้นโดยไม่ต้องพิสูจน์ถูกผิด ซึ่งการคุ้มครองดังกล่าวในส่วนสิทธิสวัสดิการข้าราชการนั้น จะมีการตราเป็นพระราชกฤษฎีกา หมายความว่าทุกสิทธิสุขภาพจะได้รับการคุ้มครองทั้งหมด” นพ.เจตน์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่าแต่กลุ่มที่ต้องการพ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายโดยเฉพาะมองว่า ยังไม่ตอบโจทย์ นพ.เจตน์ กล่าวว่า ก็ต้องเข้าใจว่า เรื่องนี้มีความเห็นต่างกันมาก แต่ก็ต้องมองกลางๆ ให้ได้รับความพึงพอใจทั้งสองฝ่ายมากที่สุด เพราะฝ่ายเห็นต่างมองว่า หากตั้งกองทุนใหม่ มีเงินเยียวยามากขึ้นก็จะนำไปสู่การฟ้องร้องมากขึ้นหรือไม่ เรื่องนี้จึงต้องหาจุดสมดุลให้มากที่สุด แต่หากใช้การเยียวยาเดิมที่มีอยู่แล้ว และเพิ่มเติมวงเงิน บวกกับเพิ่มเติมไม่มีการพิสูจน์ถูกผิด หากได้รับผลกระทบจะต้องช่วยเหลือทันที ก็น่าจะดีกว่าหรือไม่ ที่สำคัญจะไม่ใช่แค่ช่วยเหลือเงินกับผู้รับผลกระทบเท่านั้น ยังมีการพิจารณาว่า ควรมีการดูแลพวกเขาไปตลอดชีวิต อย่างหากได้รับผลกระทบจนพิการตลอดชีวิต หากได้รับเงินในการเยียวยาแต่ก็ไม่เพียงพอในแง่คุณภาพชีวิต จึงมองว่าควรมีศูนย์หรือคลินิกในชุมชนคอยดูแล เหมือนกรณีกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ดำเนินการดูแลผู้สูงอายุติดบ้านติดเตียง

นพ.เจตน์ กล่าวอีกว่า ส่วนจำนวนเงินชดเชยให้คำนึงถึงหลักการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน โดยพิจารณาจากผลกระทบหรือความเดือดร้อนที่ได้รับ พฤติการณ์แวดล้อม ระดับความรุนแรง การบรรเทาเยียวยาหรือความจำเป็นอื่นประกอบด้วย ถ้าผู้ยื่นคำขอไม่พอใจกับจำนวนเงินชดเชยที่กำหนด ก็มีสิทธิยื่นอุทธรณ์ต่อได้ แต่เมื่อผู้ได้รับผลกระทบหรือทายาทตกลงยินยอมรับเงินชดเชยแล้ว สิทธิการฟ้องร้องต่อศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีทั้งปวงเป็นอันจบสิ้น แต่หากจะฟ้องศาลก็ต้องไม่รับเงินชดเชย อย่างไรก็ตาม การจ่ายเงินชดเชยนั้นจะไม่รวมกรณีที่เป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นตามปรกติธรรมดาของโรคนั้น และผลกระทบซึ่งหลีกเลี่ยงมิได้จากการให้หรือการรับบริการสาธารณสุขตามมาตรฐาน ทั้งหมด สธ.อยู่ระหว่างจัดทำประชาพิจารณ์เรื่องนี้ ซึ่งหากผ่านก็จะเสนอต่อคณะรัฐมนตรี(ครม.) พิจารณาต่อไป