เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 26 กรกฎาคม ที่กองบังคับการปราบปราม(บก.ป.) น.ส.สุพัตรา แก้วกงพาน หรือหลิว อายุ 27 ปี ชาว จ.ขอนแก่น เดินทางเข้าพบ พ.ต.อ.อรุณ วชิรศรีสุกัญยา ผกก.2 บก.ป. และพ.ต.ท.วรพงษ์ ภวเวส รองผกก.(สอบสวน)กก.2 บก.ป. เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับ น.ส.กิรติกุล (สงวนนามสกุล) ชาว จ.ปทุมธานี อดีตนายจ้าง หลังทราบภายหลังว่า น.ส.กิรติกุล นำชื่อของน.ส.สุพัตรา ไปใช้เป็นหลักฐานในการดาวน์รถยนต์ หลายคัน แต่ไม่ผ่อนส่งค่างวดรถ ส่งผลให้น.ส.สุพัตรา ถูกทางบริษัทจำหน่ายรถยนต์แจ้งความดำเนินคดีข้อหาฉ้อโกง ในพื้นที่ สภ.สำโรงเหนือ จ.สมุทรปราการ โดยนำเอกสารหลักฐานต่างๆ มาประกอบคำให้การ

น.ส.สุพัตรา กล่าวว่า ปี 2547 หลังจากเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ได้เข้าสมัครเป็นลูกจ้างทำงานบ้านและเลี้ยงดูบุตรให้กับ น.ส.กิรติกุล ได้รับเงินเดือนประมาณ 10,000 บาท ทำอยู่ประมาณ 4-5 ปี กระทั่งต่อมาต้องการจะซื้อที่ดินผืนหนึ่งใน จ.ขอนแก่น ราคา 110,000 บาท แต่ไม่มีเงินมากพอ จึงขอให้น.ส.กิรติกุล ออกเงินซื้อให้ก่อนพร้อมกับให้สิทธิน.ส.กิรติกุล เป็นผู้ถือครองโฉนดที่ดินผืนดังกล่าว จนกว่าตนจะผ่อนชำระเงินค่าที่ดินโดยการหักจากเงินเดือน 8,000 บาททุกเดือน จนครบจำนวนถึงจะโอนเปลี่ยนกรรมสิทธิ์ถือครองมาให้กับตน ทั้งนี้ภายหลังจากผ่อนชำระหมดแล้ว น.ส.กิรติกุล กลับไม่ยอมโอนโฉนดที่ดินให้ ทั้งยังนำโฉนดที่ดินไปจำนองในราคา 600,000 บาท รวมทั้งทราบว่า น.ส.กิรติกุลได้นำชื่อของตนไปแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการบริษัทแห่งหนึ่งในจ.ปทุมธานี โดยที่ตนไม่เคยทราบเรื่องมาก่อน แต่ยอมรับว่าก่อนหน้านั้น น.ส.กิรติกุล เคยนำเอกสารบางอย่าง มาให้ตนเซ็นโดยไม่บอกกล่าวว่าเอกสารเป็นเอกสารใด

น.ส.สุพัตรา กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ตนมาทราบภายหลังอีกว่า น.ส.กิรติกุล ใช้ชื่อตนในนามบริษัท เป็นผู้ซื้อรถยนต์ 3 คัน และเช่ารถยนต์อีก 4 คัน โดยรถที่ซื้อมาส่วนใหญ่เป็นรถหรูราคาแพง อาทิ โตโยต้า คัมรี, โตโยต้า พรีอุส, บีเอ็มดับบลิว ป้ายแดง ฯลฯ แต่ น.ส.กิรติกุล กลับไม่ยอมจ่ายค่าผ่อนส่งรถยนต์ให้กับทางบริษัทไฟแนนซ์ที่ไปเช่ารถมา จึงทำให้ตนถูกดำเนินคดีในข้อหาร่วมกันฉ้อโกง โดยเมื่อต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ทางสภ.สำโรงเหนือ จ.สมุทรปราการ มีหมายเรียก เชิญตนไปให้ปากคำพร้อมรับทราบข้อกล่าวหา จึงได้เดินทางมายัง บก.ป. เพื่อมาร้องขอความเป็นธรรมและแจ้งความเอาผิดกับน.ส.กิรติกุล ที่นำชื่อของตนไปใช้จนทำให้เกิดความเดือดร้อนและเสียหาย
ด้านพ.ต.อ.อรุณ กล่าวว่า เบื้องต้นตรวจสอบประวัติของน.ส.กิรติกุล พบว่าเคยมีการเปลี่ยนชื่อมาแล้ว 6 ครั้ง ล่าสุดนั้นเพิ่งเปลี่ยนเป็นชื่อปัจจุบันเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม ที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังพบว่ามีหมายจับติดตัวอีกหลายฉบับ ส่วนใหญ่เป็นคดีทางแพ่ง และยังถูกแจ้งความอีกหลายท้องที่ อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นได้สอบปากคำผู้เสียหาย ก่อนจะเชิญน.ส.กิรติกุล ผู้ถูกกล่าวหา มาสอบปากคำต่อไป

