กรมน้ำ แก้แล้ง 6 ตำบล ลพบุรี ช่วยเกษตรกร 3.2 หมื่นไร่ ฟื้น”ป่าจำปีสิรินธร” 141 ไร่
เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน นายภาดล ถาวรกฤชรัตน์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ เปิดเผยว่า กรมทรัพยากรน้ำ จัดทำโครงกรพัฒนาแหล่งน้ำ 6 ตำบล อ.ท่าหลวง จ.ลพบุรี เพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งให้กับเกษตรกรที่เป็นอาชีพหลักของประชากรในท้องที่ อ.ท่าหลวง ซึ่งในเดือน ธ.ค. – เม.ย.จะประสบปัญหาภัยแล้ง ส่งผลให้พืชเศรษฐกิจทุกประเภทได้รับความเสียหาย โดยเฉพาะการทำไร่อ้อย ทำให้ผลผลิตตกต่ำ และเกษตรกรต้องเสี่ยงต่อความเสียหาย เนื่องจากความผันแปรของสภาพฝนเป็นประจำทุกปี และที่สำคัญ จ.ลพบุรี ได้มีการค้นพบจำปีชนิดใหม่ของโลก ชื่อว่า “จำปีสิรินธร” ในพื้นที่บ้านซับจำปา ต.ซับจำปา อ.ท่าหลวง เมื่อปี 2541 โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินการจากโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ ต้นไม้ในป่าพรุน้ำจืดพื้นที่ประมาณ 141 ไร่ ซึ่งปัญหาที่สำคัญของป่าจำปีสิรินธรคือการขาดแคลนน้ำพุใต้ดิน ซึ่งในปัจจุบันเหลือเพียง 1 ตาน้ำเท่านั้น ส่งผลให้ระบบนิเวศเปลี่ยนแปลงขาดความสมดุลทางธรรมชาติ แนวทางการแก้ไขคือ การพัฒนาแหล่งน้ำแบบบูรณาการพื้นที่ 6 ตำบล อ.ท่าหลวง จงลพบุรี โดยการสูบน้ำมาจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์เพื่อหล่อเลี้ยงผืนป่าพรุน้ำจืดร่วมกับพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้งของพ้นที่เกษตรกรรม อ.ท่าหลวง โดยอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในพื้นที่ อ.ท่าหลวง คือ ภาครัฐ ภาคเกษตรกรและภาคเอกชน เพื่อเกิดประโยชน์ในทุกด้าน ทั้งต่อโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาและช่วยแก้ไขปัญหาภัยแล้งให้แก่พื้นที่ทำการเกษตรกรรมในเขต อ.ท่าหลวง จ.ลพบุรี
อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ กล่าวต่อว่า สำหรับการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้กับแหล่งน้ำทั้ง 6 แห่ง ประกอบด้วย อ่างเก็บน้ำบ้านสะพานสี่ ความจุ 160,000 ลบ.ม. อ่างเก็บน้ำทะเลวังวัด 770,000 ลบ.ม. อ่างเก็บน้ำห้วยซับใต้ 480,000 ลบ.ม. อ่างเก็บน้ำห้วยน้ำโจน 160,000 ลบ.ม. ฝายฯ บ้านเนินสวอง 30,000 ลบ.ม. และ ป่าจำปีสิรินธร 14,000 ลบ.ม. และ แก้ปัญหาภัยแล้งการขาดแคลนน้ำในพื้นที่ต้นน้ำถึงท้ายน้ำ ฟื้นฟูระบบนิเวศ รวมทั้งส่งเสริมการเกษตรกรรมให้กับประชาชนในพื้นที่ ฟื้นฟูระบบนิเวศแหล่งน้ำบริเวณพื้นที่โครงการ โดยจะมีระบบส่งน้ำ 3 จุด จุดแรก 11 กิโลเมตร จุดที่สอง 13 กิโลเมตร และจุดที่สาม 25 กิโลเมตร พื้นที่รับประโยชน์ตามแนวท่อส่งน้ำ 20,000 ไร่ รวมพื้นที่รับประโยชน์ 32,000 ไร่ การก่อสร้างคาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือน ส.ค.นี้

