หลวงพี่น้ำฝน ปลงไม่คิดฟ้อง ดีเอสไอ ตั้งโต๊ะแถลงหน้าเมรุยัน ไม่คิดหลบเลี่ยงภาษี “รถหรูแพนเธอร์”
เมื่อเวลา 10.09 น. วันที่ 26 กรกฎาคม ที่ฌาปนสถาน วัดไผ่ล้อม อ.เมือง จ.นครปฐม พระครูปลัดสิทธิวัฒน์ หรือหลวงพี่น้ำฝน เจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม นายศุภภัทรพจน์ นิติศศธร ไวยาวัจกร และประธานที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมายวัดไผ่ล้อม พร้อมคณะแถลงชี้แจงกรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) เตรียมดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องการนำเข้าเครื่องยนต์และผู้นำเข้าโครงตัวถังมีรถยนต์โบราณ ยี่ห้อแพนเธอร์ ของพระครูปลัดสิทธิวัฒน์ หรือหลวงพี่น้ำฝน เจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม
โดย พระครูปลัดสิทธิวัฒน์ แถลงว่า สาเหตุที่เกิดปัญหา และหรือปัจจัยแห่งปัญหาที่ถูกนำไปผูกโยงเรื่องรถโบราณ รถหรู ซึ่งปกติรถยนต์แพนเธอร์ จากัวร์ คันนี้อยู่ที่วัดไผ่ล้อมมานานพอสมควรอย่างเปิดเผยและถูกต้องตามวัตถุประสงค์ของโยมที่ถวายให้มาเพื่อเจตนาโชว์ แต่ด้วยกฎ ระเบียบการนำสินค้า และสิ่งของเข้าประเทศไทยนั้นต้องมีระบบ ระเบียบการสำแดง และเสียภาษีอากรนำเข้า จึงได้ให้ลูกศิษย์ไปดำเนินการแทน ให้ถูกต้องตามระเบียบราชการ และแล้วเสร็จตามกระบวนการจนสามารถจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก และได้จดทะเบียน กก 1177กรุงเทพมหานคร
พระครูปลัดสิทธิวัฒน์ กล่าวอีกว่า เพื่อความชัดเจนของเรื่องนี้คงต้องรอผลสรุปจากหน่วยงานที่รับผิดชอบตรง พิจารณาก่อนว่าเป็นเช่นไร ปกติไม่ได้เป็นคนหลบเลี่ยง หลีกหนีปัญหา ไม่อยากจะมองว่าที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ถูกนำไปเป็นคู่เทียบกับกรณีของรถยนต์เบนซ์ ของวัดปากน้ำ และจะใช้สติปัญญา วิเคราะห์ปัญหาเพื่อแก้ไขด้วยสติตามครรลองพระพุทธศาสนา สืบเนื่องจากเราเป็นพระสงฆ์ ปลงได้ว่าทุกคนต้องเกิด แก่ เจ็บ และตาย ทุกสิ่งเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป จึงเลือกใช้ศาลาหน้าเมรุ หน้าเตาเผาผีนี่แหละสื่อให้รู้ว่า ทุกสิ่งเกิดมาได้ ตั้งอยู่ได้ และดับลงได้ เหมือนกับเรื่องที่เกิดขึ้นกับอาตมา
พระครูปลัดสิทธิวัฒน์ กล่าวต่อว่า ขณะนี้ เมื่อมันเกิดขึ้น ดำรงอยู่เพื่อให้กลุ่มคนบางคนนำไปกระทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงทั้งทางตรงและทางอ้อมก็ตาม เมื่อถึงกาลสุดท้ายไม่ปรากฏความผิด ทุกสิ่งก็ดับลงและเงียบหายไป อาตมา และวัดไผ่ล้อม ก็เสียชื่อเสียงไปหมดแล้ว จะมีใครหรือหน่วยงานไหนบ้างมามอบเหรียญ มอบโล่คุณงามความดีของการกระทำ ทุกวันนี้ อาตมาเองบูรณะวัดไผ่ล้อม โรงเรียน โรงพยาบาล และกิจการตำรวจ และสาธารณกุศลมากมาย แล้วมีเหตุผลอะไรที่จะต้องไปหลบเลี่ยงภาษีอากร และภาษีอากรของรถคันนี้ก็มีเจ้าภาพจ่ายให้ จะต้องไปทำเรื่องบ้าๆ เพื่ออะไร ไม่เข้าใจว่าคิดได้งัย และที่ว่าหลวงพี่เอาเงินไปซื้อรถคันดังกล่าวมานั้น อาตมาไม่ต้องซื้อหรอก คนจ้องจะถวายเยอะแยะ มีหลักฐานว่าอาตมาไปซื้อมานั้นเอามาเลยมาว่ากัน
“มีหลายคนมาบอกอาตมา ว่าให้ฟ้องดีเอสไอและผู้เกี่ยวข้อง อาตมาบอกว่าไม่จำเป็น หน้าที่ใครหน้าที่มัน เขามีหน้าที่อะไร เขาก็ทำไป เรามีหน้าที่อะไร เราก็ทำไป เราเป็นพระสงฆ์ ไม่มีหน้าที่จะโกรธคนที่ยังไม่รู้ แต่เมื่อรู้ว่าไม่ผิดแล้วยังใส่ร้ายพวกนี้บาปมาก และยังไม่ต้องไปไกลถึงขนาดนั้น และหรือหากฝ่ายกฎหมายว่าต้องฟ้องนั่นก็อีกเรื่อง” พระครูปลัดสิทธิวัฒน์กล่าว

ด้านนายศุภภัทรพจน์ นิติศศธร ไวยาวัจกร และที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมายวัดไผ่ล้อม กล่าวว่าในส่วนของภาษีอากรนั้นหลวงพี่น้ำฝนไม่มีความจำเป็นหลีกเลี่ยงเนื่องจากในการเสียภาษีอากรต่างๆ นายเติมศักดิ์ ปิติธนสารสมบัติ ลูกศิษย์คนสนิท เป็นคนจ่ายให้เองทั้งหมดจึงไม่มีเหตุจำเป็นอะไรที่จะต้องหลีกเลี่ยงภาษีอากรดังกล่าว และในส่วนของนายชรินทร ปถคามินทร์ นั้นมีปัญหาเรื่องคดีความและได้หลบหนีไปจากภูมิลำเนา จึงไม่อาจประกอบรถยนต์คันดังกล่าวที่อู่ของนายชรินทรได้ ลูกศิษย์ของหลวงพี่จึงนำชิ้นส่วนรถคันดังกล่าว เครื่องยนต์ และอะไหล่บางส่วนนำไปประกอบที่อู่ของนายธีรวุฒิ แดงท่าไม้ ที่จ.สมุทรสาคร และเมื่อนายธีรวุฒิ ประกอบเสร็จแล้วนำไปจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกตามขั้นตอนกฎหมายถูกต้อง สำหรับจะใช้ชื่อว่าแพนเธอร์ จากัวร์ หรือ จากัวร์ แพนเธอร์ นั้นเป็นศัพท์เทคนิคของกรมการขนส่งทางบก
“ผมตั้งข้อสังเกตว่าปี สองปีที่ผ่านมา กรมสอบสวนคดีพิเศษ ขะมักเขม้นแต่การตรวจสอบจับผิดพระสงฆ์ คณะสงฆ์ จนคนทั่วไปบางส่วนสงสัยว่าเป็นกรมสอบสวนคดีพิเศษที่ตั้งขึ้นมาเพื่อสอบสวนคดีพระสงฆ์โดยเฉพาะ นั้นอยากจะบอกให้ทราบว่าการกล่าวล่วงพระสงฆ์ ที่ยังไม่ปรากฏความผิด จะเกิดความบาปขึ้นในใจ และสังคมโดยรวมอาจจะดูว่าผู้กล่าวล่วงนั้นไม่ประสงค์ดีต่อสถาบันพระพุทธศาสนา” นายศุภภัทรพจน์กล่าว

นายศุภภัทรพจน์ กล่าวต่อว่า ส่วนตัวได้ตั้งข้อสังเกตว่ากรณีการนำเข้ารถหรูที่จงใจหลบเลี่ยงภาษี อากร เพื่อการพาณิชย์ และใช้ส่วนตัวกว่า 5,000 คันนั้นมีการสืบสวนสอบสวนดำเนินการไปบ้างหรือไม่ จำนวนกี่คัน และผลการตรวจสอบเป็นอย่างไร เพราะสังคมกำลังติดตามผลการตรวจสอบรถหรูจริงๆ ที่ลักลอบหลีกเลี่ยงภาษีอากรจำนวนมาก แต่เรื่องเงียบมากกว่าเรื่องรถสองคันนี้ ที่มีปัญหาและตรวจสอบแล้วตรวจสอบอีก เพียงสองคนที่มีผู้ศรัทธาถวายให้เพื่อใช้ตั้งโชว์เป็นกุศโลบายให้คนรุ่นใหม่เข้าวัด
แหล่งข่าวเปิดเผยว่า ต้นตอของรถยนต์โบราณคันดังกล่าวนี้ เดิมเป็นของนายสมเชษฐ เขมทัต เจ้าของร้านอาหารไทย ในเมืองลอสแองเจลิส มลรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา สภาพทรุดโทรมตามกาลเวลา กว่า 40 ปี และเครื่องยนต์เสีย จอดโชว์อยู่หน้าร้านอาหาร เมื่อประมาณปี 2554 พระครูปลัดสิทธิวัฒน์ หรือหลวงพี่น้ำฝน ได้เดินทางไปที่เมืองลอสแองเจลิส มลรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา และได้รับกิจนิมนต์ จากนายสมเชษฐ เขมทัต เจ้าของร้านอาหารไทย และพบรถยนต์คันดังกล่าวจอดโชว์อยู่หน้าร้าน จึงเอ่ยปากว่าสวยดี นายสมเชษฐ จึงถวายให้หลวงพี่เพื่อนำมาตั้งโชว์ ที่วัดไผ่ล้อม เพื่อช่วยดึงคนเข้าวัด
แหล่งข่าวระบุอีกว่า เมื่อกลับมาเมืองไทย หลวงพี่น้ำฝนได้นำเรื่องรถยนต์คันดังกล่าวไปปรึกษานายเติมศักดิ์ หรือเสี่ยดำ ปิติธนสารสมบัติ ถึงเจตนาของนายสมเชษฐ ที่จะถวายรถยนต์คันดังกล่าวมาตั้งโชว์ที่วัด นายเติมศักดิ์ หรือเสี่ยดำ เห็นด้วยจึงบอกว่าจะเป็นเจ้าภาพดำเนินการให้ เรื่องค่าใช้จ่ายต่างๆ รวมถึงภาษีอากรต่างๆ วันที่ 9 ตุลาคม 2554 นายสมเชษฐ ได้ส่งโครงรถยนต์เก่ามาพร้อมโคมไฟหน้า ไฟท้าย และอะไหล่บางส่วน ที่ยังพอใช้ได้ เข้ามาในนามของนายชรินทร ปถคามินทร์ ส่วนเครื่องยนต์ยังไม่สามารถหาได้ กระทั่ง 28 ตุลาคม 2554 นายสมเชษฐ แจ้งมาว่าสามารถหาเครื่องยนต์ได้ แต่ติดต่อนายชรินทร ไม่ได้ทราบเพียงว่าหลบหนีคดีความอยู่ จึงส่งมาในนามหลวงพี่น้ำฝนแทน และค่าธรรมเนียม ค่าภาษีอากร ต่างๆ นายเติมศักดิ์ หรือเสี่ยดำ เป็นคนจ่ายทั้งหมด

