เหยี่ยวถลาลม : ทำอะไรก็ไม่ผิด
ตามประวัติศาสตร์การเมืองไทย หลังรัฐประหารทุกครั้งฝ่ายชนะจะให้สภานิติบัญญัติซึ่งมาจากการแต่งตั้งออกกฎหมาย “นิรโทษกรรม”
การนิรโทษกรรมแก่คณะรัฐประหารตั้งแต่ปี พ.ศ.2490 เป็นต้นมา ไม่เคยขลุกขลักติดขัด ผู้ก่อการจึงพากันติดนิสัยเพราะมั่นใจว่าถึงการกระทำนั้นจะผิดกฎหมาย แต่ในที่สุด “ผู้กระทำผิด” ก็ไม่ต้องรับผิด ไม่ต้องรับโทษ
จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ก่อรัฐประหารโค่นล้ม จอมพล ป. พิบูลสงคราม เจ้านายผู้มีพระคุณ ก็ไม่ผิด รัฐประหาร 6 ต.ค. 2519 ท่ามกลางซากศพเกลื่อนธรรมศาสตร์และสนามหลวง สภาปฏิรูปการปกครองแผ่นดินก็ออกกฎหมาย “นิรโทษกรรม” ให้ไม่ผิด
รัฐประหาร 20 ต.ค. 2520 พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี รัฐประหาร 23 ก.พ. 2534 ที่คณะนายทหารแห่ง จปร.5 ยึดอำนาจรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ “สภานิติบัญญัติแห่งชาติ” ก็ออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้ไม่มีความผิด
แต่พัฒนาเลิศล้ำอลังการคือการนิรโทษกรรมให้กับตัวเองของรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 และรัฐประหาร 22 พ.ค. 2557 ที่ไม่ต้องพึ่ง “สภานิติบัญญัติแห่งชาติ” ออกพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมอีกต่อไป
ถึงขั้นใช้ “รัฐธรรมนูญ” นิรโทษกรรมกันเลยทีเดียว !
เดิมแค่รับรองว่า ทุกการกระทำของคณะรัฐประหาร “ชอบด้วยพระราชบัญญัติ”
มาเป็นทุกการกระทำของคณะรัฐประหาร “ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ”
มาตรา 113 แห่งกฎหมายอาญา ยังจะมีความหมายอันใด !
กฎหมายบัญญัติว่า “ผิด” แต่รัฐธรรมนูญปลดเปลื้องลบล้างความผิดให้ผู้ได้อำนาจมาด้วยวิถีทางที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายได้กลายเป็น “ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ”
ถัดมากลุ่มบุคคลเหล่านั้นก็ลุแก่อำนาจถึงขั้นชี้หน้าเทศนาผู้อื่นว่า ให้เคารพกฎหมาย ให้ปฏิบัติตามกฎหมาย เที่ยวอวดอ้างความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมาย
วงจรการเมืองไทยจึงอธิบายได้โดยง่ายว่า “เลือกตั้ง-รัฐประหาร-เขียนกติกาใหม่-นิรโทษกรรม-เลือกตั้ง”
เป็นวงจรที่ “คนมีปืน” ไม่มีความผิด
โทษให้ประหารชีวิต ให้จำคุกตลอดชีวิต ถูกบัญญัติเอาไว้ในกฎหมายอาญามาตรา 113 จริง แต่ไม่มีอยู่จริงสำหรับผู้ชนะ
กฎหมายจะถูกบังคับใช้อย่างเคร่งครัดและแน่นอนกับผู้แพ้หรือ “กบฏ” ที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของผู้ชนะ
การจัดสรรผลประโยชน์ให้ลงตัวและดุลอำนาจในกองทัพจึงมีความสำคัญเหนือสิ่งอื่นใดทั้งปวง
“ปืน” เป็นคำตอบสุดท้ายของ “อำนาจนิยม”
ไม่ใช่ “นิติธรรม” !?!!

