เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น ในงานประชุมวิชาการบุหรี่กับสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 15 เรื่อง “นโยบายควบคุมยาสูบ กับ เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน” จัดโดยศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) ร่วมกับภาคีเครือข่ายควบคุมยาสูบ และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดย นพ.สุเทพ เพชรมาก รองอธิบดีกรมควบคุมโรค (คร.) กล่าวว่า การควบคุมการบริโภคยาสูบ เป็นแนวทางหนึ่งในการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยต้องมีกฎหมายที่มีประสิทธิภาพในการควบคุมยาสูบและเท่าทันต่อสถานการณ์ปัจจุบัน โดยเฉพาะการตลาดของอุตสาหกรรมยาสูบ ที่เน้นในกลุ่มผู้หญิงและเยาวชนเป็นหลัก ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการผลักดันร่าง พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบฉบับใหม่ ให้มีผลบังคับใช้ โดยจะผลักดันให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือนข้างหน้า ซึ่งหลังจากลงประชามติวันที่ 7 สิงหาคม 2559 จะเดินหน้า พ.ร.บ.ฉบับนี้ ซึ่งต้องอาศัยพลังจากเครือข่ายทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนและต่อต้านการแทรกแซงจากบริษัทยาสูบข้ามชาติ
“ส่วนมาตรการที่ต้องดำเนินการต่อคือ มาตรการ 3 ลด 3 เพิ่มคือ ลดผู้เสพรายใหม่ ลดผู้เสพรายเก่า ลดการรับควันบุหรี่มือสอง เพิ่มกลไกการป้องกันการแทรกแซงจากธุรกิจยาสูบ เพิ่มผู้ขับเคลื่อน ระดับจังหวัดพื้นที่และเพิ่มนวัตกรรมควบคุมยาสูบ ซึ่งช่วยให้จำนวนผู้เสพยาสูบที่จากเดิมเพิ่มขึ้นเป็น 11.50 ล้านคนหรือ 21.40% ในปี 2554 สามารถลดลง เหลือ 1.9 ล้านคนหรือ 19.9% ในปี 2558 เรียกว่ามีผลต่อการลดบริโภคยาสูบในเยาวชนและผู้ใหญ่ที่ใช้ยาเส้น ดังนั้น ควรมีการดำเนินการต่อด้วย” นพ.สุเทพ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีชาวไร่ยาสูบและผู้ค้ายาสูบรายย่อยคัดค้านร่าง พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบฉบับใหม่ และยังไม่เข้าใจในร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว นพ.สุเทพ กล่าวว่า ขณะนี้ร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวอยู่ในขั้นการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แล้ว ส่วนข้อคัดค้านนั้นที่ผ่านมาก็มีความพยายามในการสร้างความเข้าใจ แต่ช่องว่างในการไปทำความเข้าใจนั้นยังห่างอยู่มาก ซึ่งในวันที่ 1 สิงหาคม สธ.จะหารือร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ชาวไร่ยาสูบ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเพื่อทำความเข้าใจในร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้
นายนิมา แอสการี รักษาการผู้แทนองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นแบบอย่างด้านกฎหมายและการปฏิบัติเรื่องการควบคุมยาสูบ เช่น การขยายภาพคำเตือนบนซองบุหรี่ขนาดร้อยละ 85 การตั้งหน่วยงานที่สนับสนุนการควบคุมยาสูบ คือ สสส. และศูนย์บริการเลิกบุหรี่ทางโทรศัพท์แห่งชาติ (สายด่วนเลิกบุหรี่ โทร.1600) เป็นต้น อย่างไรก็ตาม การบริโภคยาสูบยังคงเป็นปัญหาสำคัญต่อสาธารณสุข และการพัฒนาของประเทศไทย ดังนั้น การลดการบริโภคยาสูบคือหนทางในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยจะช่วยรักษาชีวิตและลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ


