กก.ช่วยเหลือกฎหมายเนติฯช่วย”น้องบีม”โดนทนายฉ้อโกงรับเงินบริษัทเอง

14.07.20 | 15:05 น.

“สมบัติ”กก.ช่วยเหลือกฎหมายเนติฯเเถลงช่วยครอบครัวเด็กโดน18ล้อชนพิการตลอดชีวิตชนะคดีบริษัทรถบรรทุก 5ล้านบาทปมโดนทนายฉ้อฉลสละสิทธิบังคับคดีดอดรับเงินบริษัทเอง น้องบีมวอน”ถ้าบริษัทดูหนูอยู่โปรดเมตตาหนูกับเเม่มาคุยหาทางออกร่วมกัน”

 

เมื่อเวลา 12.30 น.วันที่ 14 ก.ค.ที่ห้องมหาวชิราวุธ 5ชั้น 2 อาคารสถานที่และฝึกอบรมเนติบัณฑิตยสภาในพระบรมราชูปถัมภ์ สำนักงานช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา (ส.ช.น. )โดยว่าที่พ.ต. ดร.สมบัติ วงศ์กำแหง กรรมการช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายเนติบัณฑิตยสภา นายดำศักดิ์ เครือแก้ว นายศักดิ์ณรงค์ พวงศิริ ,นายวัชณ์ธิป แสดงมณี คณะทนายความ นายทินกร สุระบัณฑิต, นายณัฐนันท์สุวรรณมณี, นายณัฐศักดิ์สามงามทอง, นายสุพจน์หนูเพ็ง (ประธานสภาทนายความจังหวัดไชยยา) คณะทำงาน

ว่าที่พันตรี ดร.สมบัติได้เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 13 ก.ค.ที่ผ่านมาศาลจังหวัดไชยา สุราษฎร์ธานี ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาคดีแพ่งที่ น.ส.พรทิพย์ จันทรัตน์ (มารดาน้องบีม) และเด็กหญิงภัทรดา แก้วผ่อง (น้องบีม) เป็นโจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากคนขับรถบรรทุก 18 ล้อ บริษัท เจ้าของรถบรรทุกและ บริษัท ประกันภัยร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายจากการที่รถบรรทุกได้ชนกับรถปิคอัพที่น้องบีมได้นั่งมากับมารดาและบิดาเป็นเหตุให้บิดาเสียชีวิตมารดาบาดเจ็บและน้องบีมต้องพิการเหตุเกิดตั้งปี 2548

จนศาลพิพากษาให้ชนะคดีและต่อมาได้มอบให้ทนายความไปติดตามบังคับเอาค่าเสียหายจากจำเลย แต่หลังจากได้รับเงินแล้วกลับถูกทนายความปลอมเอกสารฉ้อโกงเงินค่าเสียหายที่ได้รับมาจากจำเลยทั้งหมดรวมเงินต้นและดอกเบี้ยกว่า 5 ล้านบาทนอกจากนี้ทนายความยังได้ยื่นคำร้องสละสิทธิไม่ประสงค์บังคับคดีเอากับจำเลยอีกด้วยซึ่งสำนักงานช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา (ส.ช.น. ) ร่วมกับสภาทนายความและกระทรวงยุติธรรมได้จัดทนายความให้ความช่วยเหลือทางคดีทั้งคดีอาญา (ข้อหาปลอมเอกสารฉ้อโกงยักยอกซึ่งทนายความคนดังกล่าวให้การรับสารภาพจนต้องคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุกและคดีแพ่งฟ้องบังคับให้ทนายความต้องคืนเงินตามหนังสือรับสภาพหนี้คืนให้แก่มารดาน้องบีมและน้องบีม) ในส่วนของคดีฟ้องเรียกค่าเสียหายซึ่งเป็นคดีหลักคณะอนุกรรมการของสำนักงานช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภาพิจารณาแล้วเห็นว่าการแถลงขอสละสิทธิในการบังคับคดีดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะขัดต่อเจตนาที่แท้จริงของโจทก์จึงขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีเพื่อยึดทรัพย์ของจำเลยออกขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้แก่นางพรทิพย์และน้องบีมต่อไปซึ่งคดีนี้ศาลชั้นต้นยกคำร้อง

ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีตามคำขอของโจทก์ เเต่บริษัท เจ้าของรถบรรทุกได้ขออนุญาตฎีกาและศาลฎีกาอนุญาตให้ยื่นฎีกาได้

Advertisement

จนเมื่อวานนี้ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาว่าการที่นายพิสิษฐ์ สัมมาเลิศ ทนายความได้นำหนังสือมอบอำนาจที่ยังมิได้กรอกข้อความมาให้โจทก์ลงลายมือชื่อเพื่อให้ดำเนินแทนโจทก์ในการขอให้ศาลตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดียึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยชำระหนี้ตามคำพิพากษาหลังจากนั้นนายพิสิษฐ์ได้นำหนังสือมอบอำนาจที่ยังมิได้กรอกข้อความมากรอกข้อความว่าให้รับเช็คหรือเงินสดแทนโจทก์และให้ทำสัญญาหรือบันทึกข้อตกลงแทนโจทก์ได้จากนั้น นายพิสิษฐ์ได้เจรจาทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับ บริษัท เจ้าของรถบรรทุกโดย บริษัท ตกลงชำระเงินจำนวน 4,000,000 บาทพร้อมมอบเช็คสั่งจ่ายระบุชื่อนายพิสิษฐ์เป็นผู้รับเงินรวม 32 ฉบับซึ่งทนายความนำเช็คบางส่วนไปเรียกเก็บเงิน แต่ไม่นำมาให้แก่โจทก์นอกจากนี้ยังได้นำเช็คที่เหลือจำนวน 29 ฉบับรวมเป็นเงิน 3,050,000 บาทไปขายลดคืนให้แก่ บริษัท เจ้าของรถบรรทุกในราคา 900,000 บาท

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นว่าการที่นายพิสิษฐ์ปลอมหนังสือมอบอำนาจของโจทก์แล้วนำไปทำสัญญาประนีประนอมยอมความลดยอดหนี้และรับเงินจาก บริษัท เจ้าของรถบรรทุกไม่มีผลผูกพันโจทก์และการที่นายพิสิษฐ์นำเช็คไปขายในราคาต่ำกว่าจำนวนเงินตามเช็คจำนวนมากไม่มีเหตุผลที่จะต้องทำเช่นนั้นไม่เป็นประโยชน์ต่อลูกความส่อเจตนาไม่สุจริตที่จะไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่โจทก์

ฉนั้นเมื่อโจทก์ยังไม่ได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษา บริษัท เจ้าของรถบรรทุกจึงมิอาจอ้างว่า ตนได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว โจทก์จึงยังคงมีสิทธิขอให้ศาลออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีต่อไปการยื่นคำร้องของนายพิสิษฐ์ จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะบังคับคดีเอากับจำเลยทั้งสามอีกต่อไป เนื่องจากมีการฟ้องคดีแพ่งตามหนังสือรับสภาพหนี้จากนายพิสิษฐ์ด้วยศาลฎีกาจึงพิพากษาแก้เป็นว่าให้ศาลชั้นต้นออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีตามคำขอของโจทก์โดยมีเงื่อนไขว่าหากโจทก์ได้รับชำระหนี้จากนายพิสิษฐ์ สัมมาเลิศ กับพวกเพียงใดก็ให้มีสิทธิจะได้รับชำระหนี้ลดลงเพียงนั้นในขั้นตอนต่อไป สำนักงานช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย (ส.ช.น. ) จะมอบหมายให้ทนายความดำเนินการบังคับคดีโดยยึดทรัพย์ของจำเลยออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่นางพรทิพย์ จันทรัตน์และด.ญ.ภัทรดา แก้วผ่องต่อไป

ว่าที่พ.ต.ดร.สมบัติกล่าวว่า คดีนี้ศาลฎีกามองว่าโจทก์ทั้งหมดยังไม่ได้รับชำระหนี้จากบริษัท การที่ตัวทนายความนำหนังสือมอบอำนาจแล้วยื่นคำร้องขอสละสิทธิไม่บังคับคดีไม่ถือว่าตัวโจทก์มอบอำนาจให้ดำเนินการเช่นนั้นและไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ในส่วนของคดีที่คุณแม่ของน้องบีมและน้องบีมไปยื่นฟ้องทนายความศาลเห็นว่าหากได้รับชำระหนี้มาเเค่ไหนให้หักในยอดนั้นแล้วค่อยมายึดทรัพย์คดีที่มีคำพิพากษาศาลฎีกานี้

แต่หากปรากฏว่าทนายความที่ฉ้อฉลดังกล่าวไม่มีทรัพย์และไม่อยู่ในสภาพที่จะชดใช้ได้สิ่งตอนนี้ตัวอยู่ในเรือนจำ ทางคณะทำงานเนติฯก็จะต้องมอบหมายทนายความมาดำเนินการยึดทรัพย์ในคดีนี้ต่อไป ตอนนี้ขั้นตอนบังคับคดีสามารถเดินต่อได้เลย ถ้าฝ่ายจำเลยมาเจรจายอดหนี้5ล้านกว่าบาทกับครอบครัว ถ้าเจรจาลงตัวคดีก็จะเป็นการยุติของจริง โดยหากมาเจรจาคณะทำงานทนายความที่ช่วยเหลือคดีมาตั้งแต่แรกก็พร้อมจะเข้าร่วมเจรจาหาทางออกพูดคุยกัน ปกติการบังคับคดีตามกฎหมายจะต้องดำเนินการบังคับคดีภายใน 10 ปีนับตั้งแต่วันที่มีคำพิพากษาแต่ส่วนคดีนี้มีการโต้แย้งทางข้อพิพาทกันมาจึงต้องนับจากวันที่ฟังคำพิพากษาศาลฎีกาเมื่อวันที่ 13 ก.ค.ที่ผ่านมา ถ้าเข้าขั้นตอนบังคับคดีสืบเจอทรัพย์สินเราก็ดำเนินการตามขั้นตอนเพื่อยึดทรัพย์ โดยหลังจากวันนี้ไปจะเริ่มกระบวนการบังคับคดีเลยเเต่ถ้าจะเข้ามาคุยเราก็ยินดี เเต่หากพบว่าลูกหนี้ตามคำพิพากษามีการโยกย้ายถ่ายเททรัพย์ก็อาจจะเป็นคดีอาญาในความผิดฐานฉ้อโกงขึ้นมาใหม่อีกได้

ขณะที่ นางสาวภัทรดา แก้วผ่อง หรือ น้องบีม กล่าวว่า ปัจจุบัน กำลังศึกษา การศึกษานอกโรงเรียน หรือ กศน. เทียบเท่าชั้น ม.5 อนาคต ก็อยากเดินตามความฝัน คือ อยากเป็นผู้ประกาศข่าวโทรทัศน์ ตอนนี้ช่วยแม่ขายกาแฟสด ที่กรมชลประทาน อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี และใครที่ติดตามเพจ “โกโก้ บราวนี่ by บีม ภัทรดา” ตนเองทำขายและมีคนใจบุญที่เห็นข่าว ก็เข้ามาช่วยเหลือทางเพจ

ช่วงที่มีคดีความ แม่ก็จะเล่าให้ฟังเป็นประจำว่า ทนายความยังช่วยเราอยู่หรือไม่ และคดีไปถึงไหนแล้ว ซึ่งตนเองก็พยายามบอกแม่ว่า ลุงทนายคงกำลังประสานเรื่องให้เราแต่บางทีอาจจะไม่ว่าง จึงไม่ได้ติดต่อมา จริงๆก็มีกังวลอยู่นิดๆ ว่า คดีจะเสร็จเหมือนที่หวังไว้หรือไม่ แต่เมื่อวาน น้าทนายความ แจ้งผลคำพิพากษาของศาลฎีกา ว่า เราชนะคดี หนูก็ตื่นเต้นมาก และรู้สึกโล่งใจก็ต้องขอบคุณทนายความทุกๆคนที่เคยอยู่เคียงข้างไม่ทิ้งกัน

“สิ่งที่หนูอยากจะบอกเกี่ยวกับบริษัทรถ คือถ้าคุณดูอยู่ หนูอยากให้คุณเมตตาหนูกับคุณแม่อยากให้เรามานั่งคุยกันว่า ต่อไปนี้เราจะทำอย่างไรดี อยากให้ดูหนูกับคุณแม่ว่าที่ผ่านมาชีวิตเราลำบากกันขนาดไหน หนูคิดว่าชีวิต หนูกว่าจะผ่านแต่ละวัน มันไม่ง่าย เลย” น้องบีม กล่าว

นางสาวภัทรดา ยังกล่าวอีกว่า อนาคตจะเป็นอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับทนายอีกครั้งว่า เรื่องจะไปถึงไหนอย่างไรก็อยากฝากไว้ด้วยและขอขอบคุณทนายความทุกคนและขอบคุณพี่ๆสื่อมวลชนทุกคนที่คอยอยู่เคียงข้างและนำเสนอเกี่ยวกับคดีในทุกๆเรื่อง