จี้ สปส.ออกระเบียบเงินช่วยเหลือ ‘ผู้ประกันตนรับผลกระทบทางการแพทย์’

27.07.16 | 17:17 น.

หลังจาก นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ ประธานกรรมาธิการสาธารณสุข(กมธ.สธ.) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) เตรียมเดินหน้าร่างพ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการบริการสาธารณสุข พ.ศ… โดยจะไม่ตั้งกองทุนใหม่ แต่ใช้กองทุนเดิมของแต่ละสิทธิสุขภาพ อย่างมาตรา 41 ของพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 และมาตรา 63(7) ของพ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ. 2558 รวมเข้ากับสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ ซึ่งจะออกเป็นพระราชกำหนดแทนนั้น

ล่าสุด เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม ที่สำนักงานประกันสังคม(สปส.) นายมนัส โกศล ประธานเครือข่ายประกันสังคมคนทำงาน(คปค.) กล่าวภายหลังตัวแทน คปค.ยื่นหนังสือติดตามความก้าวหน้าการพิจารณามาตรา63(2) และ (7) ถึง นพ.ชาตรี บานชื่น ประธานคณะกรรมการการแพทย์ของประกันสังคม ซึ่งมี นางชลอลักษณ์ แก้วพวง ผู้อำนวยการสำนักจัดระบบบริการทางการแพทย์ เข้ารับหนังสือดังกล่าว ว่า การยื่นหนังสือครั้งนี้ก็เพื่อติดตามความก้าวหน้ากับแนวทางการส่งเสริมป้องกันโรค และเงินช่วยเหลือเบื้องต้น กรณีได้รับความเสียหายจากการรับบริการทางการแพทย์ตามมาตรา 63 (2) และ(7) ในพ.ร.บ.ประกันสังคมฉบับที่ 4 พ.ศ.2558 เนื่องจากเมื่อมีพ.ร.บ.ดังกล่าว แต่ไม่มีกฎกระทรวง หรือกฎหมายลูกเพื่อดำเนินการ ทำให้ผู้ประกันตนไม่สามารถใช้สิทธิดังกล่าวได้ จึงขอให้ทางคณะกรรมการแพทย์พิจารณาเรื่องนี้

นายมนัส กล่าวว่า ที่ผ่านมาทางคปค.และองค์กรภาคีเครือข่าย ร่วมกับโครงการขับเคลื่อนและผลักดันนโยบาย เพื่อการมีหลักประกันทางสังคม สำหรับคนทำงาน ได้จัดโครงการเสวนา “แนวทางและรูปแบบการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค” สำหรับผู้ประกันตน เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งมีข้อเสนอต่อคณะกรรมการการแพทย์ ในการเพิ่มเติมข้อกำหนดจากมาตรา 63 (2) และ(7) โดยในเรื่องค่าใช้จ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้นให้แก่ผู้ประกันตน ในกรณีที่ผู้ประกันตนได้รับความเสียหายจากการบริการทางการแพทย์ ตามมาตรา 63 (7) เสนอให้ 1.ให้มีความช่วยเหลือเบื้องต้นกรณีผู้ประกันตนมีสิทธิไม่ต้องพิสูจน์ถูกหรือผิด และ 2.ความเสียหายทางการแพทย์ หากมีการฟ้องร้องให้เป็นหน้าที่ของสปส.

“ส่วนมาตรา63(2) นั้น จะเป็นเรื่องส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคนั้น ขอให้เพิ่มการตรวจคัดกรองความเสี่ยงของคนวัยทำงาน ยึดหลักการความเสี่ยงจากการทำงานเฉพาะในแต่ละอาชีพ ตามวิถีชีวิตตามหลักการอาชีวอนามัย และผู้ประกันตนต้องเข้าถึงการฝากครรภ์ตามมาตรฐาน และควรเป็นการฝากครรภ์ ณ โรงพยาบาลตามสิทธิโดยไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายการคลอด ส่วนกรณีคลอดบุตรให้ได้รับสิทธิเงินค่าชดเชยเหมือนเดิม” นายมนัส กล่าว