หน้าแรก ในประเทศ ร้อยเล่ห์เพทุ...

ร้อยเล่ห์เพทุบาย

23.07.20 | 13:00 น.

เมื่อภัยคุกคามลามจะถึงตัว นายกรัฐมนตรีก็ประกาศใช้ “พ.ร.ก. ฉุกเฉิน” ในวันที่ 26 มี.ค.2563 นับแต่นั้นจนถึงสิ้น ก.ค.รวมเวลากว่า 4 เดือน

ชื่อเต็มคือ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน

ชัดแจ้งว่า มีวัตถุประสงค์ให้ฝ่ายบริหาร มีอำนาจเพิ่มขึ้น มีความสะดวกมากขึ้น ในการสั่งหรือกระทำการเพื่อจำกัดสิทธิเสรีภาพประชาชน โดยที่มี “จุดมุ่งหมาย” คือ ให้ควบคุมสถานการณ์เพื่อความปลอดภัยของประเทศและประชาชน

ไม่มีบทบัญญัติข้อใดที่มุ่งหมาย จะปกป้องคุ้มครองให้ความมั่นคงสถาพรแก่ “นายกรัฐมนตรี” และคณะรัฐมนตรีซึ่งเป็นฝ่ายบริหาร

การประกาศใช้ “พ.ร.ก.ฉุกเฉิน” จึงมี “ระยะเวลา” ที่จำกัด ซึ่งนายกรัฐมนตรีจะต้องกำหนดให้ชัดกี่วันกี่เดือน แต่ไม่เกิน 3 เดือนนับแต่วันประกาศ

Advertisement

ต่อเมื่อ “มีความจำเป็น” จึงขยายเวลาได้อีกเป็นคราวๆ ไป

นายกรัฐมนตรีไทยประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินเนื่องจากเจอสถานการณ์ “โควิด-19”

ดีเดย์เมื่อ 26 มี.ค. สิ้นสุด 30 เม.ย.

จากนั้น “ขอขยายเวลา” ครั้งที่ 1 ถึงสิ้นเดือน พ.ค.

ขยายเวลาครั้งที่ 2 ถึงสิ้นเดือน มิ.ย.และขยายเวลาครั้งที่ 3 จนถึงสิ้นเดือน ก.ค.

เพื่ออะไร ?

“ขยายเวลา” เพื่อยับยั้งการแพร่ระบาดของโควิด-19 และป้องกันไม่ให้โรคกลับมาระบาดใหม่

แต่ 2 เดือนมานี้ ทุกจังหวัดทั่วประเทศไทย ไม่พบผู้ติดเชื้อโควิด-19 แม้แต่คนเดียว !

คุณหมอทั้งหลาย คุณก็เห็นเต็มตา และก็รู้อยู่เต็มใจว่า 2 เดือนมานี้ แทบไม่ต้องรับมือจากภัยคุกคามของโควิด-19 เลย แล้วทำไมถึงได้ปล่อยให้นำเอาศักดิ์ศรีวิชาชีพแพทย์ไปอ้างว่า เพื่อที่จะควบคุมสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 มีความจำเป็นต้องขยายเวลาการใช้ “พ.ร.ก.ฉุกเฉิน” ออกไปอีก เป็นครั้งที่ 4 จนถึงสิ้นเดือน ส.ค.

“สถานการณ์ฉุกเฉิน” ที่แท้จริงเวลานี้ คือคนไทยตกงาน ไม่มีกิน ทำมาค้าขายไม่ได้ กิจการล้ม และรัฐบาลก็ไร้ความสามารถในการปัดเป่าทุกข์บำรุงสุข

“ความสิ้นไร้ไม้ตอก” จึงกำลังผสมโรงกับ “ความคับแค้นขุ่นเคือง” !

“พ.ร.ก.ฉุกเฉิน” ไม่ใช่คำตอบสำหรับประชาชน

การยืดอายุใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินออกไปมีนัยยะซ่อนเร้น !

ไม่ใช่ “กระทำเท่าที่จำเป็น” ตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย ที่ให้ทำเพื่อความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยของประเทศและประชาชน

แต่เป็น “การฉวยโอกาส” ใช้กฎหมาย เพื่อปกป้องคุ้มครอง “อำนาจ” ของคณะลุงที่กำลังสั่นคลอน

บทบาทของ “ศบค.” จึงเปลี่ยนไปกลับกลายเป็น “หน้ากากอนามัย” ของรัฐบาล !?!!