เมื่อภัยคุกคามลามจะถึงตัว นายกรัฐมนตรีก็ประกาศใช้ “พ.ร.ก. ฉุกเฉิน” ในวันที่ 26 มี.ค.2563 นับแต่นั้นจนถึงสิ้น ก.ค.รวมเวลากว่า 4 เดือน
ชื่อเต็มคือ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน
ชัดแจ้งว่า มีวัตถุประสงค์ให้ฝ่ายบริหาร มีอำนาจเพิ่มขึ้น มีความสะดวกมากขึ้น ในการสั่งหรือกระทำการเพื่อจำกัดสิทธิเสรีภาพประชาชน โดยที่มี “จุดมุ่งหมาย” คือ ให้ควบคุมสถานการณ์เพื่อความปลอดภัยของประเทศและประชาชน
ไม่มีบทบัญญัติข้อใดที่มุ่งหมาย จะปกป้องคุ้มครองให้ความมั่นคงสถาพรแก่ “นายกรัฐมนตรี” และคณะรัฐมนตรีซึ่งเป็นฝ่ายบริหาร
การประกาศใช้ “พ.ร.ก.ฉุกเฉิน” จึงมี “ระยะเวลา” ที่จำกัด ซึ่งนายกรัฐมนตรีจะต้องกำหนดให้ชัดกี่วันกี่เดือน แต่ไม่เกิน 3 เดือนนับแต่วันประกาศ
ต่อเมื่อ “มีความจำเป็น” จึงขยายเวลาได้อีกเป็นคราวๆ ไป
นายกรัฐมนตรีไทยประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินเนื่องจากเจอสถานการณ์ “โควิด-19”
ดีเดย์เมื่อ 26 มี.ค. สิ้นสุด 30 เม.ย.
จากนั้น “ขอขยายเวลา” ครั้งที่ 1 ถึงสิ้นเดือน พ.ค.
ขยายเวลาครั้งที่ 2 ถึงสิ้นเดือน มิ.ย.และขยายเวลาครั้งที่ 3 จนถึงสิ้นเดือน ก.ค.
เพื่ออะไร ?
“ขยายเวลา” เพื่อยับยั้งการแพร่ระบาดของโควิด-19 และป้องกันไม่ให้โรคกลับมาระบาดใหม่
แต่ 2 เดือนมานี้ ทุกจังหวัดทั่วประเทศไทย ไม่พบผู้ติดเชื้อโควิด-19 แม้แต่คนเดียว !
คุณหมอทั้งหลาย คุณก็เห็นเต็มตา และก็รู้อยู่เต็มใจว่า 2 เดือนมานี้ แทบไม่ต้องรับมือจากภัยคุกคามของโควิด-19 เลย แล้วทำไมถึงได้ปล่อยให้นำเอาศักดิ์ศรีวิชาชีพแพทย์ไปอ้างว่า เพื่อที่จะควบคุมสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 มีความจำเป็นต้องขยายเวลาการใช้ “พ.ร.ก.ฉุกเฉิน” ออกไปอีก เป็นครั้งที่ 4 จนถึงสิ้นเดือน ส.ค.
“สถานการณ์ฉุกเฉิน” ที่แท้จริงเวลานี้ คือคนไทยตกงาน ไม่มีกิน ทำมาค้าขายไม่ได้ กิจการล้ม และรัฐบาลก็ไร้ความสามารถในการปัดเป่าทุกข์บำรุงสุข
“ความสิ้นไร้ไม้ตอก” จึงกำลังผสมโรงกับ “ความคับแค้นขุ่นเคือง” !
“พ.ร.ก.ฉุกเฉิน” ไม่ใช่คำตอบสำหรับประชาชน
การยืดอายุใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินออกไปมีนัยยะซ่อนเร้น !
ไม่ใช่ “กระทำเท่าที่จำเป็น” ตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย ที่ให้ทำเพื่อความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยของประเทศและประชาชน
แต่เป็น “การฉวยโอกาส” ใช้กฎหมาย เพื่อปกป้องคุ้มครอง “อำนาจ” ของคณะลุงที่กำลังสั่นคลอน
บทบาทของ “ศบค.” จึงเปลี่ยนไปกลับกลายเป็น “หน้ากากอนามัย” ของรัฐบาล !?!!

