หน้าแรก ในประเทศ สกู๊ปข่าว:60 ...

สกู๊ปข่าว:60 ปีในตู้ สู่เชิงตะกอน ปิดตำนาน ‘ซีอุย’

24.07.20 | 14:20 น.

จากการเรียกร้องมาเนิ่นนานหลายปีในมุมมองด้านสิทธิมนุษยชนจนกลายเป็นกระแสข่าวดังเมื่อ พ.ศ.2562

ในที่สุดร่างของ ‘ซีอุย’ ตำนานมนุษย์กินคนในภาพจำของคนไทยยุคก่อนก็ถูกเคลื่อนย้ายจากตู้โชว์ในพิพิธภัณฑ์นิติเวชศาสตร์ สงกรานต์ นิยมเสน โรงพยาบาลศิริราช สู่กรมราชทัณฑ์ กระทั่งนำไปสู่การฌาปนกิจที่วัดบางแพรกใต้ อ.เมือง จ.นนทบุรี ในวันที่ 23 กรกฎาคม

กว่าจะถึงวันนี้ ชะตาชีวิตของซีอุย มากมายด้วยเรื่องราวที่กลายเป็นบทเรียนให้สังคมไทยร่วมเรียนรู้

ย้อนไประหว่าง พ.ศ.2497-2501 คดี ‘มนุษย์กินคน’ ฆ่าโหด 7 ศพ ปรากฏบนหน้า 1 ของหนังสือพิมพ์แทบทุกฉบับที่วางแผงในราชอาณาจักรไทยโดยมีชายชาวจีนจากซัวเถา นามว่าซีอุย เป็นผู้ต้องหา หลังสอบสวนต่อเนื่อง 96 ชั่วโมง วันแรกปฏิเสธ วันรุ่งขึ้นรับสารภาพเพิ่มอีก 2 คดี อีก 9 วันต่อมา สารภาพอีก 4 คดี
แม้คำให้การ ซึ่งเป็นคำสารภาพของ

ผู้ต้องหา ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในสาระสำคัญของคดี แต่ก็ถูกมองข้าม ละเลยที่จะตรวจสอบรายละเอียด ไม่ว่าด้วยเหตุผลใด ผลสุดท้ายจบที่ ‘โทษประหาร’ พร้อมตราบาป ความทรงจำ การผลิตซ้ำสู่โลกภาพยนตร์

Advertisement

ชีวิตของซีอุยระหว่างอยู่ในเมืองไทยหลังขึ้นฝั่งจากเรือที่รอนแรมมานาน ถูกกักตัวที่กองตรวจคนเข้าเมือง 10 วัน แล้วไปพักที่โรงแรมเทียนจิน ตรอกเทียนกัวเทียน จังหวัดพระนคร ก่อนเดินทางไปทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์

หลังจากนั้นยึดอาชีพรับจ้างหลายแห่ง ไม่มีหลักแหล่งชัดเจน แต่ไม่เคยก่อคดีร้ายแรงอะไรเลยในช่วง 8 ปีแรกในไทย เว้นแต่ทะเลาะวิวาทเล็กๆ น้อยๆ ก่อนกลายเป็นนักโทษคดีประวัติศาสตร์ ซึ่งท้ายที่สุดถูกตั้งคำถามในวันที่สายเกินไปว่าแท้จริงแล้ว ซีอุย อาจไม่ใช่ฆาตกรตัวจริง

อย่างไรก็ตาม หลังถูกประหารเมื่อวันที่ 16 กันยายน พ.ศ.2502 ศ.นพ.สงกรานต์ นิยมเสน หัวหน้าหน่วยนิติเวชวิทยา แผนกพยาธิวิทยา โรงพยาบาลศิริราช ติดต่อขอรับศพซีอุยจากกรมราชทัณฑ์ มาศึกษาด้วยการผ่าตรวจสมอง

จากนั้นเก็บรักษาศพด้วยการฉีดฟอร์มาลินเข้าหลอดเลือด นำไปแช่น้ำยารักษาศพ 1 ปี โดยไม่ได้นำอวัยวะภายในออกจากศพ แล้วจึงใส่ไว้ในตู้กระจก โดยมีการทำบุญที่พิพิธภัณฑ์ทุกปี ในวันที่ 5 ตุลาคม และดูแลสภาพร่างซีอุยด้วยการทาขี้ผึ้งทุก 2 ปี เพื่อป้องกันเชื้อรา

หนังสือ ‘120 ชิ้นเอกของศิริราช’ ซึ่งจัดพิมพ์โดยคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อปี 2551 ให้รายละเอียดไว้ด้วยว่า ระหว่างที่ซีอุยยังถูกจองจำในเรือนจำบางขวาง คณะแพทย์ได้ตรวจสอบความผิดปกติของร่างกาย และจิตใจ เพื่อตรวจดูว่าการกระทำความผิดนี้ จะได้รับการยกเว้นโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 65 หรือไม่ ปรากฏว่าไม่พบความวิปริตทางจิต ชนิดทารุณผู้อื่น ไม่เป็นโรคอยากกินเนื้อมนุษย์ (Canibalism) ความผิดที่กระทำจึงไม่ได้รับการยกเว้นโทษ นำไปสู่การประหารชีวิต และผ่าตรวจสมอง กระทั่งจัดแสดงเพื่อการศึกษาในพิพิธภัณฑ์นิติเวชศาสตร์ สงกรานต์ นิยมเสน โรงพยาบาลศิริราชมานานหลายสิบปี

ตัดฉากมาใน พ.ศ.2561 หลังซีอุยถูกปลิดชีพไปนานราว 60 ปี มีผู้ใช้ทวิตเตอร์รายหนึ่งโพสต์ภาพร่างซีอุยซึ่งจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์นิติเวชศาสตร์ โดยมีป้ายระบุว่า ‘Si Quey ซีอุย แซ่อึ้ง มนุษย์กินคน’

จากนั้นมีผู้ขยายประเด็นให้สังคมร่วมกันขบคิดว่า แท้จริงแล้ว ซีอุยคือฆาตกรตัวจริง หรือเป็นเพียงแพะรับบาปกันแน่ โดยหยิบยกหลักฐานต่างๆ ที่ยังเป็นข้อสงสัย ส่งผลให้แคมเปญเก่าในเว็บไซต์ change.org ซึ่งเรียกร้องให้พิพิธภัณฑ์ยุติการโชว์ร่างไร้วิญญาณของซีอุย ซึ่งในช่วงแรกแทบไม่มีคนร่วมลงชื่อ แต่กลับมาได้รับความสนใจอย่างล้นหลามในช่วงเดือนพฤษภาคม 2562 หรืออีก 1 ปีต่อมา โดยกระแสสังคมมุ่งหวังให้นำศพไปประกอบพิธีทางศาสนา ไม่ว่าเจ้าตัวจะมีความผิดจริงหรือไม่ กระทั่งเริ่มมีข่าวออกสื่อว่าทางศิริราชไม่ได้นิ่งนอนใจ เร่งรวบรวมข้อเท็จจริงทุกด้าน เพื่อเตรียมสื่อสารกับสาธารณชน

ไม่นานศิริราชก็ปลดป้าย ‘มนุษย์กินคน’ออก ตามด้วยการย้ายร่างซึ่งเคยถูกตั้งโชว์ในฐานะ ‘วัตถุจัดแสดง’ออกจากพิพิธภัณฑ์ ถือเป็นการคืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ให้กับซีอุย

กลับมาที่เหตุการณ์ในปัจจุบัน 23 กรกฎาคม พ.ศ.2563 ตัวแทนจากกระทรวงยุติธรรม คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน และคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ได้ร่วมกันทำพิธีสงฆ์ก่อนเคลื่อนย้ายร่าง น.ช.ลีอุย หรือ ซีอุย แซ่อึ้ง ไปทำพิธีฌาปนกิจที่วัดบางแพรกใต้ อ.เมือง จ.นนทบุรี นำโดย เอกพันธ์ บรรลือฤทธิ์ ดาราจิตอาสา พร้อมด้วยมูลนิธิร่วมกตัญญู

เมื่อถึงวัดบางแพรกใต้ ได้นำร่างซีอุยซึ่งบรรจุอยู่ในโลง วนรอบเมรุ 3 รอบ โดยมีพระสงฆ์ 1 รูปเดินนำขึ้นบนเมรุ เตรียมฌาปนกิจ

อังคณา นีละไพจิตร นักสิทธิมนุษยชน ซึ่งร่วมสังเกตการณ์ในครั้งนี้ กล่าวว่า ซีอุยไม่ได้เขียนความประสงค์ไว้ว่าจะยกร่างให้กับโรงพยาบาลศิริราช และไม่ได้มีญาติมาแสดงตัว การทำพิธีศพจึงต้องเป็นไปตามข้อกฎหมาย กล่าวคือ เนื่องจากกรมราชทัณฑ์เป็นผู้มอบร่างให้ศิริราช ดังนั้นศิริราชต้องมอบร่างคืนให้กรมราชทัณฑ์เป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งต้องชื่นชมศิริราช เพราะหลังมีการร้องเรียนเรื่องซีอุย มีการปลดป้ายคำว่ามนุษย์กินคนออก และต่อมาก็ไม่ได้นำร่างมาโชว์ที่พิพิธภัณฑ์

“หลังจากชาวบ้านทับสะแกร้องเรียนว่าการนำร่างซีอุยมาโชว์ที่พิพิธภัณฑ์และใช้คำว่ามนุษย์กินคนเป็นการทำลายศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ จึงได้มีการนำร่างออกจากพิพิธภัณฑ์ และดำเนินการตามกฎหมายด้วยการประกาศตามหาญาติของซีอุย แต่ไม่มีญาติมาแสดงตัว จึงนำร่างส่งคืนกรมราชทัณฑ์ จากนั้นได้หารือร่วมกันจึงนำมาสู่การทำพิธีศพในวันนี้ ส่วนตัวมองว่าเมื่อนักโทษประหารถูกตัดสินและรับโทษไปแล้ว ร่างกายของเขาไม่ควรถูกนำมาประจานให้เสียศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อีก นอกจากจะเป็นความประสงค์ของเจ้าของร่างนั้นเอง” อังคณาเล่า ก่อนให้ข้อมูลว่า กรณีนี้น่าจะเป็นกรณีแรกในไทยและเอเชียแปซิฟิก ส่วนในต่างประเทศ เคยมีเคสแบบนี้กับร่างของ “อินเดียนแดง”ที่สหรัฐอเมริกามาแล้ว

เรื่องราวของซีอุยในวันนี้ ไม่ใช่เป็นเพียงการปิดตำนานคดีดังกับร่างไร้วิญญาณในตู้จัดแสดง หากแต่เป็นบทเรียนจากประสบการณ์ครั้งสำคัญต่อประเด็นด้าน “สิทธิมนุษยชน” กับ “วัตถุจัดแสดง” ในพิพิธภัณฑ์เพื่อการศึกษาเรียนรู้ ซึ่งบริบทโลกและสังคมในวันนี้มีพัฒนาการไปข้างหน้า ตื่นตัวด้านให้คุณค่าของความเป็นมนุษย์

หากมีกรณีเช่นนี้ ยังมี “ทางเลือก” มากมายที่จะสร้างการเรียนรู้โดยไม่ต้องใช้วัตถุจัดแสดงคือร่างจริงของมนุษย์อีกต่อไป

ดังเช่นมุมมองของ อินทิรา วิทยสมบูรณ์ นักเคลื่อนไหวทางสังคม ผู้ขับเคลื่อนด้านการศึกษาทางเลือก ที่เคยให้ความเห็นในประเด็นดังกล่าวว่า ตอนนี้โลกเปลี่ยนไปแล้ว คุณค่าที่แท้จริงของการเรียนรู้ อยู่ที่ผู้คนที่ตั้งโจทย์อะไรมากกว่า โดยสามารถออกแบบเครื่องมือการเรียนรู้ให้ตอบโจทย์ซึ่งเชื่อว่าพื้นที่ดิจิทัลทำหน้าที่ได้ อาทิ โฮโลแกรม และอื่นๆ อีกมากมาย

ส่วนมุมมองของผู้เชี่ยวชาญด้านพิพิธภัณฑ์ ดร.วิภาช ภูริชานนท์ อาจารย์คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งยกตัวอย่างกรณีศึกษาในต่างประเทศว่า การจัดแสดง “คดีสำคัญ” ในลักษณะนี้ยังมีอยู่ แต่หลายแห่งใช้เทคโนโลยีในการ “จำลอง” ขึ้นมาแทน หรือพิพิธภัณฑ์บางแห่งใช้วิดีโอ ก็นับเป็นการรักษาประวัติศาสตร์ไว้ในอีกรูปแบบหนึ่ง

“เมื่อก่อนเรามองว่าร่างนี้เป็นวัตถุทางความรู้ ส่วนประเด็นสิทธิมนุษยชนเป็นสิ่งที่มาทีหลัง ซึ่งเทรนด์ในต่างประเทศมีความพยายามใช้เทคโนโลยีเข้าช่วยในการจำลอง เช่น ทรีดีสแกน ทรีดีพรินติ้ง อีกแบบหนึ่งคือ การใช้วิดีโอแทน”

นี่คือส่วนหนึ่งของบทเรียนที่ “ซีอุย”

ส่งมอบไว้กับสังคมไทยผ่านร่างไร้วิญญาณในตู้กระจกเป็นเวลาเนิ่นนานเกินครึ่งศตวรรษ ก้าวข้ามผ่านความผิดถูกของกระบวนการยุติธรรมในอดีตไปสู่ประเด็นการเรียนรู้ของผู้คนในปัจจุบันและอนาคต