สกู๊ปหน้า 1 นสพ.มติชน : ’กัญชง’ อเนกประสงค์ฮีโร่พืชเศรษฐกิจใหม่
ใช่ว่า กัญชา จะเป็นพืชที่ทั่วโลกให้ความสนใจ ใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย พืชอีกชนิดที่เป็นไม้ล้มลุก มีลักษณะทางพฤกษศาสตร์คล้ายกัน แต่มีต่อมน้ำมันน้อยกว่าอย่าง กัญชง ก็มีความฮอตไม่แพ้กัน เพราะทุกส่วนของพืชชนิดนี้สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย ทั้งอาหาร เครื่องดื่ม ยา อาหารเสริม เครื่องสำอาง สิ่งทอ ชิ้นส่วนรถยนต์ ชิ้นส่วนเครื่องบิน ภาพรวมตลาดโลกของอุตสาหกรรมกัญชงมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2019 มูลค่าการตลาดอยู่ที่ 4.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 1.4 แสนล้านบาท คาดการณ์ว่าในปี 2025 มูลค่าการตลาดจะมีโอกาสเติบโตถึง 2.66 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 8.06 แสนล้านบาท ถือเป็นมูลค่าที่เพิ่มขึ้นกว่า 34% หรือเฉลี่ยกว่า 5% ต่อปี จึงเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมไทยในการเข้าถึงส่วนแบ่งทางการตลาดนี้
ล่าสุด ในการประชุม การพัฒนาผลิตภัณฑ์กัญชง สู่การผลิตในระบบอุตสาหกรรม ระหว่างกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงสาธารณสุข สถาบันการศึกษา ภาคเอกชน หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการใช้กัญชงอย่างเป็นระบบ สภาผู้แทนราษฎร มีการอัพเดตงานวิจัยอุตสาหกรรมกัญชงไทยอย่างน่าสนใจ
โดยมีการแบ่งงานวิจัยออกเป็น 3 ส่วนหลัก คือ
1.การวิจัยและกระบวนการแปรรูปกลุ่มช่อ ดอก ใบ เมล็ด ดำเนินการโดยสถาบันอาหาร บริษัท Asia Biohealing จำกัด และวิสาหกิจกลุ่มปลูกและแปรรูปบุกบ้านทุ่งแพม ปัจจุบันสถาบันอาหารพบว่า ได้จัดทำแผนดำเนินการ 3 ระยะคือ ปี 2563 เป็นการเตรียมความพร้อม จัดซื้อเครื่องมือ อุปกรณ์ สร้างความร่วมมือกับหน่วยงานเครือข่าย ขออนุญาตครอบครองและผลิตจากองค์การอาหารและยา อบรมเผยแพร่ความรู้แก่ผู้สนใจ
ปี 2564 เป็นช่วงพัฒนาศักยภาพ ในด้านการจัดทำฐานข้อมูล ศึกษาวิจัยเทคโนโลยีด้านการสกัดจากเมล็ด น้ำมัน สารซีบีดี พัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มจากเมล็ด พัฒนาการตรวจวิเคราะห์ระดับซีบีดี
ขณะที่ปี 2565 กำหนดเปิดบริการ อาทิ บริการตรวจวิเคราะห์ระดับสารซีบีดี ให้คำปรึกษาเทคโนโลยีการแปรรูปผลิตภัณฑ์อาหาร เครื่องดื่มจากกัญชง และสารซีบีดี ตัวอย่างอาหารจากกัญชง อาทิ แป้ง เส้นก๋วยเตี๋ยว ขนมขบเคี้ยว น้ำผลไม้ผสม คุกกี้ ไอศกรีม ผงโปรตีน กาแฟผสม น้ำสลัด
2.งานวิจัยและแปรรูปกลุ่มเส้นใยและคอมโพสิต ดำเนินการโดย สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ สถาบันพลาสติก บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) กรมวิทยาศาสตร์บริการ และบริษัท เฮมพ์ไทย สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอให้ข้อมูลว่า กัญชง พืชเศรษฐกิจใหม่กำลังก้าวสู่อุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยแผนดำเนินการ 3 ปีคือ 2563-65 คือจัดตั้งโรงงานต้นแบบระบบปั่นเส้นใยยาวที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ 4 กลุ่มคือ 1.ช้อน ส้อม จาน ชาม และแก้วน้ำ 2.เจลนิ่มห่อหุ้มน้ำมันและฟิล์มละลายได้
3.สิ่งทอแฟชั่น สิ่งทอเทคนิค-อุตสาหกรรม คอมโพสิต สิ่งทอกัญชงแกมไหม และกัญชงแกมฝ้าย และ 4.โดรน ชิ้นส่วนยานยนต์ กระเป๋าเดินทาง เฟอร์นิเจอร์ 3.งานด้านมาตรฐานการผลิต และผลิตภัณฑ์ จัดทำโดยสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกกรรม จะกำหนดหลักเกณฑ์ตรวจสอบคุณภาพกัญชงที่นำเข้ามาจำหน่ายในไทย

จตุพร กระจายศรี คณบดีคณะสัตวแพทย ศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหานคร ระบุว่า ที่ผ่านมากระทรวงอุตสาหกรรมให้โจทย์ทดลองการใช้กัญชงเป็นส่วนผสมอาหารสัตว์ จึงได้นำร่องจากอาหารเลี้ยงไก่ เนื่องจากไก่ใช้เวลาเลี้ยงเพียง 45 วัน ผลทดลองล่าสุดพบว่า การใช้ใบและก้านกัญชงเป็นส่วนผสมในอาหารเลี้ยงไก่ ลดต้นทุนเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ได้ เนื่องจากกระตุ้นความอยากอาหารของไก่มากขึ้น รวมทั้งกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้ไก่แข็งแรงขึ้น ลดระยะเวลาการเลี้ยงจาก 45 วัน เหลือ 30-35 วัน ประหยัดต้นทุนอาหารเลี้ยงไก่ คิดเป็นสัดส่วนกว่า 60-70% ของต้นทุนทั้งหมด
ดังนั้น หากมีการปลดล็อกการใช้กัญชงอย่างเป็นทางการแล้ว ทางมหาวิทยาลัยจะอบรมให้ความรู้วิสาหกิจชุมชนพื้นที่ต่างๆ ต่อไป รวมทั้งจะนำไปต่อยอดอาหารสัตว์ประเภทอื่น อาทิ อาหารหมู
ด้าน สุรพจน์ วงศ์ใหญ่ ผู้เชี่ยวชาญสมุนไพรของสหประชาชาติ และอาจารย์ประจำวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต แสดงความเห็นว่า จากการติดตามแผนการพัฒนากัญชงของไทยเพื่อผลักดันให้เป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ พบว่ายังเป็นทิศทางที่ไม่ถูกต้อง เพราะมุ่งเน้นการศึกษาเส้นใยจากลำต้น พัฒนาด้านเครื่องนุ่งห่มและสิ่งทอมากเกินไป ทั้งที่สัดส่วนผลิตนี้ในตลาดโลกของกัญชงมีเพียง 13% เท่านั้นจากมูลค่าตลาดรวมเมื่อปี 2019 หรือ 2562 สูงถึง 4.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 1.4 แสนล้านบาท
ขณะที่กลุ่มอาหารเสริม สินค้าเพื่อสุขภาพ และเครื่องสำอาง ซึ่งผลิตจากดอก ใบ เมล็ด ซึ่งเป็นที่ต้องการของผู้บริโภค มีสัดส่วนมากถึง 67% ดังนั้น ไทยควรมุ่งตลาดนี้มากกว่า เพราะมีศักยภาพด้านอาหารเสริมและความงามอยู่แล้ว
ประเทศไทยจะต้องปลดล็อกข้อกฎหมายต่างๆ ให้สามารถผลักดันกัญชงออกสู่ตลาดทั้งไทยและส่งออกต่างประเทศไทย โดยข้อกฎหมายสำคัญที่ควรมีคือ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ควรออกกฎหมายลูกกำหนดปริมาณสารซีบีดีที่ได้จากกัญชง ซึ่งมีฤทธิ์ด้านการหลับสบาย รักษาบาดแผล และบำรุงผิวพรรณ ให้สามารถผลิตจำหน่ายทั่วไปในกลุ่มอาหารเสริม เครื่องสำอาง ไม่เช่นนั้นจะจัดอยู่ในกลุ่มยา ทำให้ผลิตออกมาจำหน่ายแก่ประชาชนทั่วไปได้ยาก ผู้เชี่ยวชาญสมุนไพรของสหประชาชาติทิ้งท้าย

