แก้ กม.บัตรทอง ต้องตั้งโจทย์ให้ถูก “ขอให้มองเห็นความทุกข์ประชาชนด้วย”

28.07.16 | 17:55 น.
น.ส.สุรีรัตน์ ตรีมรรคา

การมีส่วนร่วมของภาคประชาชน นับเป็นปัจจัยสำคัญของ “ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า” นับตั้งแต่การร่วมผลักดันเสนอ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 จนถึงกระบวนการมีส่วนร่วมที่คอยถ่วงดุลการบริหาร โดยสะท้อนมุมมองความเห็นฟากฝั่งประชาชนในฐานะผู้รับบริการ จนนำไปสู่การพัฒนาและจัดระบบบริการรักษาพยาบาลได้อย่างทั่วถึงและครอบคลุม

หลัง 14 ปีของการดำเนินระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ได้เห็นถึงปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ส่งผลให้หลายฝ่ายเห็นพ้องกันในการปรับปรุง พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติฯ เพื่อทำให้ก้าวหน้า โดยภาคประชาชนเป็นส่วนหนึ่งที่มีข้อเสนอเพื่อแก้ไขกฎหมายนี้ น.ส.สุรีรัตน์ ตรีมรรคา ผู้ประสานงานกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ ในฐานะตัวแทนประชาชนที่ร่วมผลักดันระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าตั้งแต่แรกเริ่ม ได้ระบุถึงเป้าหมายสำคัญของประชาชนที่ได้ร่วมแก้ไขนำเสนอ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติฯ (กฎหมายบัตรทอง) ในครั้งนี้

ที่มาของการร่วมนำเสนอแก้ไข พรบ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติฯ ของภาคประชาชน ?

สุรีรัตน์ : เจตนารมณ์สำคัญของข้อเสนอแก้ไขกฎหมายบัตรทอง คือทำให้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเป็นระบบของคนทุกคนบนผืนแผ่นดินไทย ไม่จำกัดดูแลเฉพาะคนที่มีสถานะเป็นคนไทยเท่านั้น ซึ่งเดิมในมาตรา 5 ที่ระบุให้บุคคลทุกคนมีสิทธิได้รับบริการสาธารณสุขนั้น เจตนารมณ์การร่างกฎหมายให้ร่วมถึงบุคคลทั้งหมด แต่ด้วยการตีความโดยกฤษฎีกาได้จำกัดให้เฉพาะผู้ที่มีสัญชาติไทยเท่านั้น ส่งผลให้มีผู้ที่เข้าไม่ถึงการรักษา ดังนั้นจึงต้องทำให้นิยามมาตรา 5 ให้ชัดเจน โดยรวมถึงทุกคนทั้งหมดในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นคนไทยแต่ตกสำรวจ คนไทยผลัดถิ่น คนต่างด้าว รวมถึงแรงงานข้ามชาติ เป็นต้น เพื่อให้มีระบบหลักประกันสุขภาพรองรับ โดยคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) จะเป็นตัวกลางดูแนวนโยบายและประสานกับระบบหลักประกันสุขภาพอื่น เพื่อดูแลการเข้าถึงบริการสุขภาพ อาทิเช่น หากเป็นแรงงานต่างด้าวแต่ยังไม่มีหลักประกันสุขภาพ ให้นำเข้าสู่ระบบประกันสังคมและร่วมจ่ายสมทบ แต่หากเป็นแรงงานต่างด้าวที่ไม่ถูกกฎหมาย ให้มีการจัดระบบและให้มีการจัดซื้อแพ็คเก็จสุขภาพ เป็นต้น ขณะที่งบประมาณในส่วนระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติยังดูแลเฉพาะคนไทยเช่นเดิม

นอกจากนี้จากการตีความกฤษฎีกาที่จำกัดนิยามบุคคลเฉพาะผู้ที่มีสัญชาติไทยเท่านั้น ที่ผ่านมาส่งผลให้ บอร์ด สปสช.ไม่มีสิทธิดูแลแม้แต่กลุ่มคนไทยผลัดถิ่น ส่งผลให้มีมติ ครม.ปี 2553 ให้สิทธิรักษาพยาบาลคนกลุ่มนี้ แต่ต้องแยกเป็นอีกกองทุนหนึ่งโดยให้กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ซึ่งภายใต้จำนวนคนไทยผลัดถิ่นที่มีไม่มาก ทำให้งบประมาณเฉลี่ยที่ได้รับมีจำกัด ส่งผลต่อสิทธิประโยชน์และการจัดบริการต่างๆ ด้วยอำนาจต่อรองที่น้อย ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ ทั้งยังมีความยุ่งยากของหน่วยบริการในการเบิกจ่าย ซึ่งหากรวมเป็นระบบเดียวกับหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า จะทำให้เกิดประสิทธิผลมากกว่า

Advertisement

 เห็นว่ามีข้อเสนอแก้ไขมาตรา 3 นิยามบริการสาธารณสุขร่วมด้วย ?

สุรีรัตน์ : ที่มาของการแก้ไขมาตรานี้ เนื่องจากคำว่าบริการสุขภาพเป็นคำที่เกิดขึ้นภายหลัง โดยในช่วงร่าง พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติฯ ยังไม่มีคำนี้ จึงใส่เฉพาะบริการสาธารณสุขเท่านั้น และด้วยการตีความบริการสาธารณสุขที่ไม่ครอบคลุมถึงบริการสุขภาพ ส่งผลให้การจัดบริการต่างๆ จึงถูกจำกัดและดำเนินการเฉพาะในหน่วยบริการเท่านั้น เช่นเดียวกับการจำกัดนิยาม ค่าใช้จ่ายบริการสาธารณสุขที่มีการตีความไม่ครอบคลุมถึงค่าใช้จ่ายต่างๆ ของหน่วยบริการ ส่งผลให้โรงพยาบาลรัฐถูกจำกัดการใช้จ่ายเฉพาะค่ายาและเวชภัณฑ์เท่านั้น ไม่สามารถนำงบไปใช้จ่ายค่าน้ำ ค่าไฟและค่าสนับสนุนจัดบริการอื่นๆได้ ทำให้เกิดปัญหา ดังนั้นจึงจำเป็นต้องแก้ไขกฎหมายเพื่อนำไปสู่การปลดล็อคในเรื่องเหล่านี้ ซึ่งข้อเสนอนี้เพื่อช่วยให้ประชาชนได้รับบริการที่หลากหลายโดยไม่ติดล๊อกกับข้อกฎหมายนี้

นอกจากนี้ในมาตรา 3 ยังเสนอให้ขยายนิยามส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ที่ให้ครอบคลุมถึงเรื่องสุขภาวะ สิ่งแวดล้อม ภายภาพ และสังคม โดยเป็นข้อเสนอที่ไปในแนวทางเดียวกับองค์การอนามัยโลก แต่สวนทางกับภาคีสภาวิชาชีพที่ให้จำกัดการส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรคที่มุ่งเฉพาะบุคคลในหน่วยบริการ เนื่องจากการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคจำเป็นที่ต้องทำงานเชิงรุกภายนอก ไม่ใช่ตั้งรับเฉพาะในหน่วยบริการ ซึ่งปัจจุบันเฉพาะแค่การรักษาพยาบาล ยังแก้ปัญหาภาระหน่วยบริการไม่ได้ ดังนั้นควรเปิดให้ท้องถิ่นและประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลสุขภาพตนเอง

 เหตุผลที่ให้มีการยกเลิกการเก็บเงินทุกครั้งที่เข้ารับบริการตามวรรค 2 ในมาตรา 5?

สุรีรัตน์ : เดิมทีภาคประชาชนไม่เห็นด้วยกับการจัดเก็บเงินที่หน่วยบริการอยู่แล้ว และมองว่างบประมาณที่นำมาใช้ในระบบควรเป็นเรื่องการจัดสรรด้านการคลังของประเทศมากกว่า ไม่ใช่มาไล่บี้กับประชาชน เนื่องจากที่ผ่านมารัฐบาลยังไม่สามารถแก้ไขปัญหารายได้ประชาชนที่มีความแตกต่างกันมากได้ จึงได้เสนอให้ตัดเรื่องนี้ออกไป สำหรับในส่วนของการหางบประมาณเพิ่มเติมเข้าสู่ระบบนั้น จากที่มีข้อเสนอร่วมจ่ายมองว่าควรเป็นระบบจัดเก็บภาษี เพราะหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าถือเป็นสวัสดิการถ้วนหน้าที่รัฐต้องให้กับประชาชน ดังนั้นจึงควรมาจากงบประมาณแผ่นดินที่ทุกคนต่างมีส่วนร่วมจ่ายทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งจะไม่เป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงการรักษา

 เหตุผลที่เสนอตัดมาตรา 42 ไล่เบี้ยผู้กระทำผิดหลังเกิดความเสียหายจากบริการสาธารณสุข ซึ่งเป็นมุมมองที่เห็นด้วยกับภาคีสภาวิชาชีพ? 

สุรีรัตน์ : เหตุที่เสนอตัดออก เพราะโดยเจตนาภาคประชาชนไม่ได้ต้องการจะโยงมาตรา 41 ไปยังมาตรา 42 อยู่แล้ว โดยมาตรา 41 เพื่อให้เกิดการเยียวยาผู้ที่ได้รับความเสียหายจากบริการสาธารณสุข โดยมาตรานี้ภาคประชาชนยังเสนอให้ครอบคลุมไปยังผู้ให้บริการด้วย แต่ในส่วนของมาตรา 42 นั้น ที่ไม่เห็นด้วย เพราะการจ่ายเงินมาตรา 41 เป็นเพียงแค่เยียวยาความเสียหายเบื้องต้นเท่านั้น และไม่ได้ตัดสิทธิการฟ้องร้องต่อศาลได้เพื่อให้มีการพิสูจน์ถูกผิดในภายหลัง อีกทั้งภาคประชาชนเองยังไม่อยากให้ผู้ให้บริการไม่สบายใจ ประกอบกับที่ผ่านมาแม้ว่ากฎหมายจะบังคับใช้ แต่ก็ไม่เคยมีการไล่เบี้ยเพื่อหาผู้กระทำผิด ดังนั้นจึงสนับสนุนให้มีการตัดมาตรา 42 ออกจากกฎหมาย

ข้อเสนออื่นเพื่อเติม เพื่อแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ ?

สุรีรัตน์ : ยังมีข้อเสนอแก้ไขในมาตราอื่น อาทิ การเพิ่มความคุ้มครองประชาชนให้ได้รับยา เวชภัณฑ์ และเสนอให้บอร์ดมีอำนาจจัดซื้อที่จำเป็นระดับประเทศได้ โดยเพิ่ม (3) ในมาตรา 18, เพิ่มเติมมาตรา 47 ให้องค์กรเอกชน องค์กรสาธารณประโยชน์ที่ไม่แสวงหากำไร เข้าร่วมดำเนินการบริหารกองทุนระดับท้องถิ่นได้ นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอให้บอร์ดดำเนินการในมาตรา 12 ให้สำนักงานเป็นหน่วยงานประจำและเรียกเก็บเงินจากบริษัทประกันภัยกรณีประสบภัยจากรถ ซึ่งที่ผ่านมามีปัญหาประชาชนที่ต้องแบกรับค่ารักษา ความยุ่งยากและซ้ำซ้อนการเบิกจ่าย รวมถึงระบบการเบิกจ่ายที่บิดเบือน

มองข้อเสนอฝั่งภาคีสภาวิชาชีพ แก้ไข พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติฯ อย่างไร?

สุรีรัตน์ : ดูแล้วส่วนใหญ่เป็นข้อเสนอที่เป็นไปเพื่อตอบสนองความเป็นวิชาชีพ ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขนิยามส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรคที่ให้ในระบบจำกัดเฉพาะบริการตัวบุคคลและหน่วยบริการ การเสนอตั้งบอร์ดเพื่อควบคุมการทำงานของเลขาธิการ สปสช. หรือแม้แต่การแยกเงินเดือน ซึ่งเป็นไปได้อยากให้นำข้อเสนอทั้งหมดมาหารือและถกเถียงถึงเหตุผลกันเพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ดีที่สุด บนหลักการของเจตนารมณ์กฎหมายฉบับนี้ที่มุ่งสร้างหลักประกันสุขภาพให้กับประชาชน และต้องไม่มองว่าประชาชนมีพฤติกรรมใช้บริการที่ไม่จำเป็น โดยมุ่งจำกัดการบริการ ให้ประชาชนร่วมจ่าย ซึ่งจะทำให้เสียหลักการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า

อย่างไรก็ตามขณะนี้สภานิติบัญญัติ (สนช.) อยู่ระหว่างการพิจารณาแก้ไข พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติฯ จึงขอให้ยึดหลักการพิจารณาเพื่อสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าสำหรับทุกคนในประเทศ โดยต้องมีการจัดทำระบบที่เอื้อต่อการดูแลทุกคนในประเทศอย่างทั่วถึง มองเห็นความทุกข์ประชาชนในด้านสุขภาพที่ควรได้รับการดูแล ไม่ใช่มุ่งจำกัดการใช้บริการของประชาชน ทั้งที่ประชนยังมีปัญหาเข้าไม่ถึงการรักษาที่จำเป็นอยู่ในตอนนี้ด้วยซ้ำ