เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม ที่กรมสุขภาพจิต นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) เปิดเผยว่า กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ได้ทำการสำรวจสถานการณ์ระดับสติปัญญา (ไอคิว) และระดับความฉลาดทางอารมณ์ (อีคิว) ประจำปี 2559 ในเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ทั่วประเทศ 23,644 คน พบว่ามีคะแนนไอคิวเฉลี่ยอยู่ที่ 98.2 เพิ่มขึ้นจากปี 2554 ที่มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 94 แต่ก็ยังว่าต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานสากล ซึ่งกำหนดไว้ที่ 100 ทั้งนี้ในจำนวนนี้มีไอคิวอยู่ในเกณฑ์ปกติ 2 ใน 3 หรือร้อยละ 68 โดยรวมพบว่าเด็กที่มีไอคิวสูงเกิน 100 จุดขึ้นไปนั้นมีอยู่ 42 จังหวัด ซึ่งเด็กในเขตอำเภอเมืองมีไอคิว 101.5 นอกเขตอำเภอเมืองไอคิวเฉลี่ย 96.9 เฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานครมีไอคิวเฉลี่ย 103.4
อย่างไรก็ตาม ยังมีเด็กนักเรียนในอีก 35 จังหวัด ที่ไอคิวอยู่ในระดับต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน และเด็กที่มีระดับสติปัญญาบกพร่องหรือต่ำกว่า 70 ร้อยละ 5.8 ซึ่งเกณฑ์มาตรฐานสากลกำหนดว่าไม่เกินร้อยละ 2 ส่วนมากเห็นเด็กที่อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้ โดยเฉพาะในพื้นที่ทุรกันดาร และฐานะไม่ค่อยดี ส่วนผลการสำรวจอีคิวพบว่า เป็นไปตามเป้าหมายร้อยละ 77 แต่ยังมีอีกจำนวนไม่น้อยที่ต้องได้รับการพัฒนา ซึ่งส่วนใหญ่มีปัญหาในด้านการขาดความมุ่งมั่นพยายาม และขาดทักษะในการแก้ปัญหา
พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันราชานุกูล กล่าวว่า การที่ไอคิวเด็กไทยเพิ่มขึ้นถึง 4 จุด นี้เป็นไปในทิศทางเดียวกับประเทศเพื่อนบ้านในระดับเอเชียเหมือนกัน แต่ในประเทศไทยพบว่าจังหวัดที่ระดับไอคิวดีดตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญคือ กระบี่ เพราะมีการทำเป็นนโยบายระดับจังหวัดในการดูแลแม่และเด็กตั้งแต่อยู่ในครรภ์ และส่งเสริมพัฒนาศักยภาพศูนย์เด็กเล็ก ที่ต้องระวังคือ การใช้แท็บเล็ต สมาร์ทโฟนมากเกินไป ทำให้เด็กขาดพัฒนาการทางด้านความคิด และการสื่อสาร สมาธิสั้น เพราะการเล่นเกมหรือใช้โปรแกรมต่างๆ นั้นมีแต่สิ่งเร้า แสง สีเสียง ทำให้ขาดสมาธิ ดังนั้นเด็ก 0-3 ขวบไม่ควรใช้อุปกรณ์เหล่านี้เลย แม้กระทั่งเด็ก ป.1 ก็ไม่อยากให้ใช้ แต่ถ้าจะให้ใช้พ่อ แม่ต้องมั่นใจว่าดูแลได้ โดยการเอาเด็กมานั่งตักและเล่นไปพร้อมกัน ชี้ชวน และอธิบายให้เด็กฟัง
นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า กรมมุ่งเน้นพัฒนาระดับไอคิว อีคิวเด็กใน 3 ประเด็นคือ 1. ส่งเสริมพัฒนาการในสถานบริการกระทรวงสาธารณสุขทุกระดับ โดยเฉพาะเด็กที่เกิดจากครอบครัวยากจน ไม่ได้อาศัยอยู่กับพ่อแม่ และเด็กที่เกิดจากแม่วัยรุ่น 2. เตรียมความพร้อมเด็กวัยก่อนเข้าเรียน โดยสนับสนุนเครื่องมือกระตุ้นพัฒนาการของเด็กในทุกๆ ด้าน และ 3. ให้ครูเป็นผู้คัดกรองเด็กที่มีปัญหาสมาธิสั้น ออทิสติก ปัญหาทางด้านอารมณ์ และส่งต่อเข้าระบบการดูแลรักษาต่อไป ซึ่งที่ผ่านมาพบว่าเด็ก ป. 1 ประสบปัญหาเหล่านี้ถึงร้อยละ 15 นอกจากนี้กรมยังเร่งพัฒนาพยาบาลจิตเวชเพื่อไปประจำที่โรงพยาบาลชุมชนให้ครบทุกแห่ง
ด้าน นพ.วชิระ เพ็งจันทร์ อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า ปัญหา 2 ส่วนที่มีผลกระทบต่อระดับไอคิวของเด็กคือ 1. ภาวะขาดสารอาหารในแม่และเด็กระหว่างตั้งครรภ์ ขณะนี้กระทรวงกำลังสนับสนุนให้หญิงวัยเจริญพันธุ์ได้รับไอโอดีน และธาตุเหล็กที่เพียงพอ ป้องกันปัญหาซีด ส่วนหญิงตั้งครรภ์จะได้รับวิตามีนรวมไอโอดีน เหล็ก และโฟเลตฟรี เพื่อป้องกันปัญหาทารกพิการแต่กำเนิดด้วย 2. การเจริญเติบโตทางด้านร่างกายไม่สมวัย โดยเฉพาะช่วงขวบปีแรก และ5 ขวบปีแรก ให้ดื่มนมแม่อย่างเดียว 6 เดือนแรก และการได้รับสารอาหารต่างๆ ที่เพียงพอ เพื่อให้ร่างกายเจริญเติบโตดีสมวัย ทั้งนี้มีการศึกษาพบว่าภาวะอ้วน เตี้ยในขวบปีแรกนั้นมีส่วนมีส่วนทำให้เด็กไอคิวต่ำ ถ้าสูงสมส่วนก็จะมีระดับไอคิวสูงขึ้นตามด้วย ซึ่งขณะนี้กรมอนามัยได้จัดทำยุทธศาสตร์ส่งเสริมสุขภาพเด็กไทยเริ่มตั้งแต่ครรภ์มารดาจนถึงอายุ 18 ปี ให้ผู้ชายสูงเฉลี่ย 180 เซนติเมตร ผู้หญิงสูงเฉลี่ย 170 เซนติเมตร ซึ่งจะเข้าครม.ในเร็วๆ นี้ คาดว่าในปี 2564 แนวโน้มพัฒนาการเด็กจะดีขึ้นกว่านี้



