วันที่ 30 กรกฎาคม นายสุทธิโรจน์ กองแก้ว ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำตะคอง เปิดเผยถึงสถานการณ์ปริมาณน้ำภายในเขื่อนลำตะคอง ภายหลังจากในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา เริ่มมีปริมาณฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่อง ก็ยังไม่เป็นผลดีต่อการเพิ่มปริมาณน้ำกักเก็บภายในเขื่อนเท่าที่ควร เนื่องจากในแต่ละวันจะมีปริมาณน้ำที่ไหลเข้าเขื่อนเฉลี่ยอยู่ที่วันละ 200,000 ถึง 300,000 ลูกบาศก์เมตร ทำให้ล่าสุดมีปริมาณน้ำกักเก็บภายในเขื่อนเหลืออยู่ที่ 61 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 19 เปอร์เซ็นต์ ของความจุกักเก็บ 314.49 ล้านลูกบาศก์เมตร มีปริมาณน้ำที่สามารถใช้การได้อยู่ที่ 38 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็น 12 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสาเหตุที่ทำให้ปริมาณน้ำไม่ไหลเข้าเขื่อนอย่างเต็มที่นั้นเนื่องจากปริมาณฝนที่ตกลงมาส่วนใหญ่จะยังคงตกในพื้นที่ท้ายเขื่อนเป็นส่วนใหญ่ จึงทำให้มีปริมาณน้ำที่ไหลเข้าเขื่อนไม่มากนัก แต่ขณะที่ทางเขื่อนลำตะคอง ก็ยังคงที่จะต้องมีการจัดส่งน้ำออกจากเขื่อนเพื่อการอุปโภคบริโภคอยู่ที่ 4 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที หรือวันละ 435,600 ลูกบาศก์เมตร ดังนั้น จึงทำให้ปริมาณน้ำที่ไหลเข้าเขื่อนเป็นน้ำที่ช่วยมาเติมในส่วนที่ได้มีการจัดส่งออกไป แต่อย่างไรก็ตาม จากการคาดการณ์ของอุตุนิยมวิทยาได้คาดการณ์ไว้ว่าช่วงกลางเดือนสิงหาคม พื้นที่จะเริ่มมีปริมาณฝนที่ตกเพิ่มมากขึ้น และในช่วงเดือนกันยายน ถึงตุลาคม จะมีปริมาณฝนที่ตกมากกว่าค่าเฉลี่ยถึง 20 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้น ก็จะทำให้มีปริมาณน้ำที่ไหลเข้าเขื่อนเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน
ทั้งนี้ ตนเองยืนยันว่าปริมาณน้ำกักเก็บที่เหลืออยู่กว่า 61 ล้านลูกบาศก์เมตร นั้นเพียงพอต่อการอุปโภคบริโภคไปถึงสิ้นเดือนสิงหาคมนี้อย่างแน่นอน เนื่องจากทางเขื่อนลำตะคองได้มีการวางแผนบริหารจัดการน้ำภายในเขื่อนร่วมกับทุกหน่วยงานอีกทั้งกับกลุ่ม JMC ลุ่มน้ำลำตะคอง ที่มีมติ ในเรื่องของการจัดส่งน้ำช่วยเหลือข้าวนาปี ที่จะเริ่มจัดส่งน้ำช่วยเหลือเกษตรกรในการเพาะปลูกข้าวนาปี ในวันที่ 1 สิงหาคมนี้ แต่ปริมาณน้ำจะต้องเกินระดับกักเก็บ 100 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่ปริมาณน้ำกักเก็บล่าสุดยังไม่ถึง 100 ล้านลูกบาศก์เมตร ทางเขื่อนก็ยังคงที่จะงดการจัดส่งน้ำช่วยเกษตรกรไปจนกว่าปริมาณน้ำกักเก็บจะครบตามมติที่ประชุม แต่เกษตรกรส่วนใหญ่ก็เริ่มทำการเพาะปลูกข้าวนาปี โดยการใช้น้ำฝนที่ตกลงมาในการหล่อเลี้ยงต้นข้าว นายสุทธิโรจน์กล่าว

