สผ. 4.0 ก้าวสู่องค์กรดิจิตอล นำเทคโนโลยีสมัยใหม่ บริการประชาชนเต็มรูปแบบ
นางรวีวรรณ ภูริเดช เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมขาติและสิ่งแวดล้อม(สผ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) กล่าวว่า สผ. มีภารกิจเกี่ยวกับการกำหนดนโยบายและแผนการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม โดยเสนอแนะนโยบายและแผนการอนุรักษ์และบริหารจัดการทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งสนับสนุนการจัดการเพื่อนำไปสู่ การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ตลอดจนติดตามตรวจสอบมาตรการเงื่อนไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม ตามรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างความเข้มแข็งด้านเศรษฐกิจของประเทศ และสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืนและคุณภาพชีวิตที่ดี ภายใต้วิสัยทัศน์ “สร้างสมดุลทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนในปี 2580
เลขาธิการสผ.กล่าวว่า ที่ผ่านมามีการดำเนินงานเด่นในหลายด้าน เช่น Smart E-Fund เป็นระบบฐานข้อมูลของกองทุนสิ่งแวดล้อมที่มี การเชื่อมโยงข้อมูลให้ครอบคลุมในทุกๆ ด้าน รองรับการใช้งานผ่าน ทั้ง Website และ Mobile Application โดยนำมาใช้ยกระดับการให้บริการแก่ประชาชนกลุ่มเป้าหมาย หน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้อง และผู้ที่มีความสนใจ ให้สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว ลดขั้นตอน รวมถึงมีความถูกต้องและแม่นยำ โดย Smart E-Fund จะเชื่อมโยงระบบฐานข้อมูลทั้ง 3 ระบบ ประกอบด้วย 1.ระบบการยื่นข้อเสนอโครงการ : เป็นการยื่นข้อเสนอโครงการด้วยตนเองผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนสิ่งแวดล้อมในการจัดทำโครงการหรือกิจกรรมการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ

2.ระบบการตรวจสอบสถานะโครงการ : เป็นการตรวจสอบสถานะของโครงการของผู้ยื่นข้อเสนอโครงการว่าอยู่ในขั้นตอนใด 3.ระบบรายงานติดตามโครงการ : เป็นการรายงานผลการดำเนินโครงการของผู้ที่ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากกองทุนสิ่งแวดล้อม ให้กองทุนสิ่งแวดล้อมทราบเป็นรายไตรมาสว่าโครงการมีการดำเนินงานตามแผนที่กำหนดไว้หรือไม่
นอกจากนี้ Smart E-Fund ยังมีระบบที่สามารถใช้สืบค้นโครงการที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2535 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งหน่วยงานต่างๆ และผู้ที่มีความสนใจก็สามารถเข้าถึงและใช้บริการดังกล่าวนี้ได้ ดังนั้น จึงถือได้ว่า Smart E-Fund เป็นระบบที่สร้างพลังเครือข่ายทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ในการเข้ามา มีส่วนร่วมเพื่อป้องกัน ดูแล ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืนในยุคดิจิทัล พร้อมทั้งขับเคลื่อนองค์กรให้ก้าวสู่ Thailand 4.0 อย่างเต็มประสิทธิภาพ

“TH-BIF หรือ Thailand Biodiversity Information Facility คือ ระบบคลังข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทย ทำหน้าที่ เป็นศูนย์กลางข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทย ตามแผนการปฏิรูปประเทศด้าทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2561-2565 โดยดำเนินการเชื่อมโยงข้อมูลจากหน่วยงานต่างๆ/ สถาบันการศึกษาและหน่วยวิจัย สามารถให้บริการสืบค้นข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นพืช สัตว์ และจุลินทรีย์ สิ่งมีชีวิตต่างถิ่น ระดับความรุนแรงของการรุกราน สถานภาพการคุกคาม (Red Data) สถานภาพทางกฎหมาย ภูมิปัญญา และการนำไปใช้ประโยชน์ รวมถึงข้อมูลสนับสนุนอื่น ๆ เช่น ทรัพย์สินทางปัญญา ผู้เชี่ยวชาญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อ”นางรวีวรรณ กล่าว

นางรวีวรรณ กล่าวว่า สผ.ได้มีการพัฒนาช่องทางการนำเข้าระบบคลังข้อมูลในรูปแบบต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกในการเข้าถึงการใช้งานระบบคลังข้อมูล การให้บริการข้อมูลให้ผู้ใช้งานและประชาชนทั่วไป สามารถเข้าถึงและเรียกดูข้อมูลได้ ณ จุดเดียว ซึ่งจะทำให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชน และผู้สนใจ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลเพื่อปกป้องคุ้มครองและการใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน ข้อมูลที่สนับสนุนการเพิ่มผลผลิตทางด้านการเกษตร การติดตามข้อมูลงานวิจัยซึ่งจะพัฒนาต่อยอดงานวิจัยต่างๆ รวมไปถึงการมีข้อมูลเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ บนพื้นฐานความหลากหลายทางชีวภาพได้อีกด้วย
เลขาธิการสผ.กล่าวว่า TGEIS หรือ Thailand Greenhouse Gas Emissions Inventory systems เป็นระบบที่ได้รับความร่วมมือและการสนับสนุนจากรัฐบาลออสเตรเลียทั้งด้านงบประมาณและผู้เชี่ยวชาญในการพัฒนาระบบสารสนเทศการจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย โดยมีการออกแบบระบบฐานข้อมูลหรือ Database Management System (DBMS) พร้อมพัฒนาเว็บไซต์เป็น Web Applications ซึ่งจะยังเป็นระบบปิดและใช้งานผ่าน Intranet Web Base เพื่อรักษาความปลอดภัยที่เป็นมาตรฐานสากล โดยมีวิธีประเมินผลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามคู่มือ IPCC 2006 ซึ่งเป็นฉบับล่าสุด ซึ่งจะมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจาก 5 ภาคส่วน ได้แก่ ภาคพลังงาน / ภาคกระบวนการผลิตอุตสาหกรรมและการใช้ผลิตภัณฑ์ / ภาคการเกษตร /ภาคการใช้ประโยชน์ที่ดินและป่าไม้ และภาคของเสีย สนับสนุนการจัดเก็บและรวบรวมข้อมูลกิจกรรมต่างๆ ส่งให้ สผ. ทำการคำนวณผ่านระบบ TGEIS อย่างต่อเนื่องและเป็นประจำทุกปีทำให้ประเทศไทยมีฐานข้อมูลกลางในการรวบรวมและจัดเก็บข้อมูลเพื่อประเมินบัญชีก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นระบบ สามารถนำไปใช้ประกอบในรายงานที่ต้องเสนอต่อ UNFCCC และเป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับนำไปใช้ประกอบในการวางแผนกำหนดนโยบาย/มาตรการการลดก๊าซเรือนกระจก รวมถึงการกำหนดทิศทางการวางยุทธศาสตร์ของประเทศ โดยทุกภาคส่วนสามารถเข้าถึงข้อมูลบัญชีก๊าซเรือนกระจกได้อย่างถูกต้องและรวดเร็วผ่านระบบ TGEIS

“สำหรับ การพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA สผ ได้จัดทำศูนย์ข้อมูลการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม “Smart EIA” ให้ประชาชน เจ้าของโครงการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างสะดวก รวดเร็ว เกิดการทำงานที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ รวมถึงง่ายต่อการใช้งานในพื้นที่ สามารถสืบค้นข้อมูล และค้นหาโครงการที่ต้องจัดทำ EIA ที่ผ่านความเห็นชอบจาก สผ.และสามารถตรวจสอบว่าในบริเวณใกล้เคียงมีโครงการที่ผ่านความเห็นชอบหรือไม่ และมีรายละเอียดโครงการเป็นอย่างไรได้ทันทีผ่าน แอพพิเคชั่น โดยประชาชนและหน่วยงานทั่วไป สามารถตรวจสอบผลการพิจารณารายงาน EIA สถานะการส่งรายงาน Monitor และสถานภาพการขอรับใบอนุญาตเป็นผู้มีสิทธิทำรายงาน EIA ที่ยื่นผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ / เจ้าของโครงการ นิติบุคคลผู้มีสิทธิทำรายงาน หรือผู้ที่ได้รับมอบอำนาจ สามารถตรวจสอบสถานะรายงาน EIA รายงาน Monitor และการขอรับใบอนุญาตเป็นผู้มีสิทธิทำรายงาน EIA ที่ยื่นผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ ได้ทั้งกระบวนการ และเป็นการเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงข้อมูลของหน่วยงานภาครัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพ / นอกจากนี้รายงาน EIA รายงาน Monitor และข้อมูลการขอรับใบอนุญาต ได้รับการยอมรับจากประชาชนและหน่วยงานทั่วไป ว่าเป็นเครื่องมือที่ช่วยป้องกันและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม เพื่อประชาชนในทุกระดับมีความเสมอภาคและเท่าเทียม
“เรา จะก้าวเข้าสู่องค์กรดิจิตอล มีการทำงานที่เปิดกว้างเชื่อมโยงข้อมูลด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทั้งในระดับประเทศและระดับโลกได้. ภายใต้การยกระดับการทำงานด้วยนวัตกรรม ซึ่งจักต้องตอบสนองต่อการให้บริการประชาชน. และจะต้องมุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรไปสู่องค์กรดิจิตอล ภายใต้การดำเนินงาน. ที่ มุ่งเน้น ความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และ. มีธรรมาภิบาล บนพื้นฐานการขับเคลื่อนประเทศไทย สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน”เลขาธิการสผ.กล่าว

