สภาวะที่รัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กำลังเผชิญอยู่ขณะนี้สามารถเรียกได้ว่าเป็น “กรรม” ในความหมาย “กฎแห่งการกระทำ” ซึ่งเป็นไปตามหลักอิทัปปัจจยตา
ประชาธิปไตยแบบเสรีนิยมมีการเลือกตั้งทุก 4 ปี
ทุกๆ 4 ปีจึงมี “การเปลี่ยนถ่ายอำนาจ” กันโดยสันติ
ใครกลุ่มใดซ่องสุมคบคิดหรือกระทำการโดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่ว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อล้มล้าง หรือเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ หรือล้มล้างอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร หรืออำนาจตุลาการแห่งรัฐธรรมนูญ หรือแบ่งแยกราชอาณาจักร หรือยึดอำนาจปกครองในส่วนใดส่วนหนึ่งแห่งราชอาณาจักร นั่นคือ “กบฏ”
เพียงแต่ “การวินิจฉัย” ในสังคมไทยวิปริต
ความผิดฐานกบฏจึงตกเป็นของ “ผู้แพ้” ฝ่ายเดียว !
ไม่เคยมีคณะรัฐประหารถูกดำเนินคดีฐาน “กบฏ”
มาถึงสมัยนี้
ความรู้ข้อมูลข่าวสารอยู่ที่ปลายนิ้ว ไม่ต้องอาศัยรุ่น “ฟันปลอม” มาบิดเบือน หากแต่เมื่อ “ฟันน้ำนม” มานั่งไล่เรียงลำดับเหตุการณ์ตั้งแต่ก่อนรัฐประหาร 22 พ.ค.2557 ถึงวันนี้เป็นเวลากว่า 6 ปี ทั้งเข้าใจและรู้ทัน พฤติการณ์ฉ้อฉลกะล่อนปลิ้นปล้อน
“ฟันน้ำนม” จึงชักชวนกันลุกขึ้นมาประกาศ
“ให้มันจบในรุ่นเรา” !
เด็กนักเรียนนิสิตนักศึกษาปัญญาชนจึง “ไม่ทน”
การลุกขึ้นมาชุมนุมอภิปรายถึงปัญหาพร้อมกับนำเสนอ “ข้อเรียกร้อง” นั้นเป็น “ความปกติ” ในระบอบประชาธิปไตยที่ “ฟันปลอม” ยอมไม่ได้
แต่การใช้ข้อหากบฏกับเด็กดูจะไม่เหมาะ จึงได้งัดเอากฎหมายอาญา มาตรา 116 มาเล่นงาน
ผู้ใดกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอื่นใด อันไม่ใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือไม่ใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต 1.เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกฎหมายแผ่นดินหรือรัฐบาลโดยใช้กำลังข่มขืนใจ หรือใช้กำลังประทุษร้าย 2.เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน ถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร 3.เพื่อให้ประชาชนละเมิดกฎหมายแผ่นดิน
ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี !
ตั้งใจจะใช้ ม.116 นี้ปิดปากและสกัดกั้นการชุมนุมที่กำลังลามสู่กระแสสูง
คณะรัฐประหารสั่งกำลังพลของกองทัพให้เคลื่อนรถถังนำอาวุธยุทโธปกรณ์เข้าก่อการ “ประทุษร้าย” ฉีกทำลายรัฐธรรมนูญครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่เคยถูกดำเนินคดี
คณะเด็กนักเรียนนิสิตนักศึกษามีแค่เพียง “สองมือเปล่า” ถึงกับต้องจับกุมฐาน “ยุยงปลุกปั่น” !?!!

