สปสช.จ่อหารือ ถือ “บัตรทอง” รักษา รพ.ไหนก็ได้ แพทย์ห่วง คนแห่ไป รพ.ใหญ่ จนล้น

19.08.20 | 16:40 น.

สปสช.จ่อหารือ ถือ “บัตรทอง” รักษา รพ.ไหนก็ได้ แพทย์ห่วง คนแห่ไป รพ.ใหญ่ จนล้น

กรณีที่ รมว.สธ. ประกาศยกระดับสิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า(สิทธิบัตรทอง) ด้วยการไปรักษาที่โรงพยาบาลใดก็ได้ เป็นการอำนวยความสะดวกประชาชน และจากนี้ไปการดูแลจะต้องไม่มีผู้ป่วยอนาถาอีกต่อไปนั้น โดยมอบให้ทาง สปสช. เป็นผู้ดำเนินการนั้น

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) กล่าวว่า จากที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ประกาศเป็นนโยบายออกมา ทางสปสช. ในฐานะผู้ปฏิบัติต้องทำหน้าที่ในการนำนโยบายแปลงออกมาเป็นรูปธรรม โดยอยู่ระหว่างยกร่างรายละเอียด เพื่อเสนออนุกรรมการต่างๆ ก่อนนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(บอร์ดสปสช.) ที่มี รมว.สธ. เป็นประธานพิจารณา แต่สิ่งสำคัญจะต้องผ่านความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนก่อน ทั้งฝ่ายวิชาการ ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

“ล่าสุดในวันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม จะมีการเฟซบุ๊กไลฟ์ผ่านเพจ สปสช. เกี่ยวกับเรื่องนี้ ซึ่งประชาชนสามารถเสนอผ่านความคิดเห็นมาช่องทางนี้ได้อีกช่องทางหนึ่ง” นพ.ศักดิ์ชัย กล่าว

เมื่อถามว่าการยกร่างดังกล่าวจะกำหนดชัดหรือไม่ว่า ประชาชนสิทธิบัตรทองสามารถเข้ารักษาที่โรงพยาบาล(รพ.) ไหนก็ได้ นพ.ศักดิ์ชัย กล่าวว่า สิ่งสำคัญของนโยบายนี้คือ ต้องการอำนวยความสะดวกสบายแก่ประชาชน อย่างการส่งต่อผู้ป่วย หรือการรีเฟอร์ เป็นต้น แต่จะเป็นรูปธรรมอย่างไรอยากให้รอก่อน เพราะอย่างไรเสียจะมีการพิจารณาวางระบบให้ดีที่สุด

เมื่อถามว่าแสดงว่าต้องมีการประชาพิจารณ์ก่อนใช่หรือไม่ นพ.ศักดิ์ชัย กล่าวว่า ใช่ ต้องมีการระดมความคิดเห็น ซึ่งประชาชนเสนอความคิดเห็นเข้ามาได้

Advertisement

ด้าน นพ.วรวิทย์ ตันติวัฒนทรัพย์ ผู้อำนวยการ รพ.อุ้มผาง จ.ตาก แพทย์ชนบทดีเด่น กล่าวถึงกรณีนี้ ว่า การเปิดให้แสดงความคิดเห็นเป็นเรื่องดี เนื่องจากจะมีทั้งข้อดี ข้อด้อย ซึ่งเมื่อมีการถกเถียงก็จะได้มีการหาคำตอบ หาทางออกในการปรับปรุงให้ดีขึ้นได้ ซึ่งส่วนตัวมองว่า หากเน้นเรื่องการอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนก็เป็นเรื่องดี แต่ต้องจัดระบบดีๆ เนื่องจากอาจมีเรื่องการที่ประชาชนบางกลุ่มอาจยึดภาพองค์กร หรือ รพ.ใหญ่ๆ และอยากไปรักษาที่ รพ.ใหญ่ จนทำให้เกิดความแออัดได้

“สิ่งสำคัญส่วนตัวมองว่าควรเน้นเรื่องความจำเป็นในการรักษาพยาบาล ซึ่งที่ผ่านมาเรามีเรื่องการแพทย์ฉุกเฉิน แต่หากเพิ่มในเรื่องเดิมเคยรับยาประจำรพ.ใกล้บ้าน แต่มีความจำเป็นต้องย้ายบ้านไปอยู่กับลูก ต้องรับยาที่ใหม่ ก็เป็นเรื่องความจำเป็นที่ต้องอำนวยความสะดวกให้ แต่ต้องไม่เอาใจมากจนเกินไป เพราะหากทำแบบนั้น คนก็จะไม่ใส่ใจดูแลสุขภาพตัวเอง เพราะอย่างไรเสียการดูแลสุขภาพตัวเอง เพื่อป้องกันโรคก็ยังเป็นเรื่องต้องทำควบคู่กันไปด้วย” นพ.วรวิทย์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่ากรณีนี้จะสวนทางกับนโยบายที่ผ่านมาพยายามทำคลินิกหมอครอบครัว ที่เน้นบริการถึงบ้าน และส่งเสริมให้คนรักษารพ.ใกล้บ้าน หรือขอคำปรึกษาโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล(รพ.สต.) นพ.วรวิทย์ กล่าวว่า ยังไม่อยากให้คิดไปถึงขั้นนั้น แต่กรณีนี้ตนมองว่า หากจะจัดระบบคงมีการเตรียมความพร้อมแล้ว เพราะอย่างไรเสียการส่งเสริมสุขภาพยังต้องทำต่อไป