กรมน้ำ เตรียมพร้อมรับน้ำหน้าฝน 2563
เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม กรมทรัพยากรน้ำนำมวลชนเยี่ยมชมพื้นที่โครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูแหล่งน้ำในพื้นที่ ต.ยางหัก อ.ปากท่อ จ.ราชบุรี ซึ่งเป็นโครงการแก้ไขและบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในเขตพื้นที่อันเนื่องมาจากภัยแล้งและอุทกภัยใน จ.ราชบุรี ประกอบด้วยโครงการย่อย ได้แก่ โครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูลำห้วยพุน้อย โครงการปรับปรุงฟื้นฟูแหล่งน้ำลำห้วยแม่ประจัน โครงการก่อสร้างฝายน้ำล้นลำห้วยแม่ประจัน โครงการปรับปรุงฟื้นฟูแหล่งน้ำลำห้วยพุกรูด เป็นต้น ซึ่ง ต.ยางหัก เป็นตำบลหนึ่งใน อ.ปากท่อ มีพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นป่าเขาที่มีความสูงชัน ในช่วงฤดูฝนจึงเป็นพื้นที่รองรับน้ำฝน มีแหล่งต้นน้ำสายหลักอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติไทยประจัน คือ ห้วยแม่ประจันต์ ไหลลงสู่พื้นที่ ต.ยางหัก ผ่าน อ.หนองหญ้าปล้อง ซึ่งเป็นพื้นที่ต้นน้ำของแม่น้ำเพชรบุรีและไหลลงสู่ทะเลที่ อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี


โดยเมื่อปี 2558 เกิดวิกฤตภัยแล้งประชาชนขาดแคลนน้ำในการอุปโภคบริโภคและทำการเกษตร สาเหตุหนึ่งเกิดจากการขาดแคลนฝายชะลอน้ำและแหล่งกักเก็บน้ำ ประชาชนในพื้นที่ ได้ขอความช่วยเหลือมายังสำนักงานทรัพยากรน้ำภาค 7 ในการสำรวจและออกแบบเพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ซึ่งเป็นการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำสนับสนุนพื้นที่โครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สืบสาน รักษา และต่อยอด ในพื้นที่ จ.ราชบุรี โดยแผนงานทั้งหมดที่สำนักงานทรัพยากรน้ำภาค 7 ดำเนินการในพื้นที่ ต.ยางหัก รวมทั้งสิ้น 14 โครงการ วัตถุประสงค์ของโครงการนอกจากการแก้ปัญหาภัยแล้งและอุทกภัยแล้ว ยังสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการกักเก็บน้ำ การระบายน้ำ และใช้ประโยชน์ในพื้นที่เกษตร ประชาชนในพื้นที่ได้รับประโยชน์กว่า 554 ครัวเรือน ครอบคลุมพื้นที่การเกษตร 853 ไร่
นายภาดล ถาวรกฤชรัตน์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การบริหารของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรี ทส. มีความห่วงใยประชาชน และได้เร่งให้หน่วยงานภาครัฐเตรียมการรับน้ำฝน กรมทรัพยากรน้ำได้วางแผนล่วงหน้า โดยร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการวิเคราะห์ คาดการณ์ พื้นที่เสี่ยงภาวะน้ำท่วม-น้ำล้นตลิ่ง-น้ำป่าไหลหลาก ในพื้นที่นอกเขตชลประทาน ในช่วงเดือนกรกฎาคม-ธันวาคม 2563 อีกทั้งเตรียมความพร้อม ด้วยการบำรุง รักษา ซ่อมแซม ระบบเตือนภัยล่วงหน้าน้ำหลากดินถล่ม จำนวน 1,546 สถานี ครอบคลุมหมู่บ้านเสี่ยงภัยจำนวน 4,911 บ้าน ในพื้นที่ 51 จังหวัด 335 อำเภอ 1,152 ตำบล ให้มีความพร้อมมากที่สุด รวมถึงระบบโทรมาตร จำนวน 228 สถานี สถานีอุตุ-อุทกวิทยาจำนวน 385 สถานี ตลอดจนการเตรียมเครื่องสูบน้ำ 313 เครื่อง รถบรรทุกน้ำ 142 คัน ในการให้ความช่วยเหลือหากเกิดเหตุ พร้อมทั้งจัดทำแผนปฏิบัติบรรเทาภาวะน้ำท่วมรายสำนักงานทรัพยากรน้ำภาค เพื่อรับสถานการณ์น้ำหลากดินโคลนถล่มปี 2563 และสร้างการรับรู้ให้กับประชาชน เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้ความรู้กับประชาชน ผ่านสื่อหลัก และสื่อ Social Media หลากหลายช่องทางในภาคการเกษตร

ภาดล ถาวรกฤชรัตน์
นายภาดลกล่าวว่า กรมทรัพยากรน้ำได้ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง วางแผนการเพาะปลูกพืช จัดทำเกณฑ์การบริหารจัดการน้ำ การจัดทำเกณฑ์ (การใช้สี) การจำแนกระดับปริมาณฝน ปริมาณน้ำในลำน้ำ ปริมาณน้ำในแหล่งน้ำ โดยจัดทำเกณฑ์น้ำน้อย-น้ำมาก (แม่น้ำโขง) 6 สถานี และเกณฑ์การระบายน้ำของอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง 65 แห่ง ให้กับสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ เป็นข้อมูลสำหรับกำหนดนโยบาย และแนวทางการปฏิบัติงาน ในช่วงก่อนฤดูน้ำหลาก กรมทรัพยากรน้ำได้ตรวจสอบสิ่งกีดขวางทางน้ำ กำจัดผักตบชวาตามลำน้ำสายหลัก-รอง พร้อมทั้งปรับปรุง ซ่อมแซม สภาพอาคารชลศาสตร์ ระบบระบายน้ำ ตลอดจนโครงการต่างๆ ในความรับผิดชอบของกรม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพรองรับปริมาณน้ำหลากในช่วงฤดูฝน ซึ่งฤดูฝน 2563 แหล่งน้ำของภายใต้การดูแลของกรมทรัพยากรน้ำ มีศักยภาพในการกักเก็บน้ำได้ประมาณ 2,360 ล้าน ลบ.ม. สำหรับแผนการดำเนินการช่วยเหลือภาวะวิกฤตด้านน้ำ ในระยะยาวนั้น กรมทรัพยากรน้ำได้วางแผนดำเนินการ เตรียมการจัดสร้างสถานที่เก็บอุปกรณ์สูบน้ำในพื้นที่เสี่ยง ครอบคลุมทั่วประเทศ (สทภ.1-11) วงเงินประมาณ 6,000 ล้านบาท

และจากนโยบายเพิ่มน้ำต้นทุนของรัฐบาลนั้น กรมทรัพยากรน้ำได้มีแผนดำเนินโครงการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และพัฒนาแหล่งน้ำสาธารณะ ในพื้นที่เกษตรน้ำฝน โดยมีเป้าหมายที่จะเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุน ในปีงบประมาณ 2563 เพิ่มอีก 160 ล้าน ลบ.ม. คาดว่าประชาชนจะได้ประโยชน์ 75,389 ครัวเรือน ครอบคลุมพื้นที่การเกษตร 186,743 ไร่ และได้ขอการสนับสนุนโครงการจากงบกลาง เพื่อพัฒนาแหล่งน้ำเพิ่มอีกจำนวน 35 โครงการ และขอสนับสนุนงบประมาณจากงบเงินกู้ จำนวนกว่า 700 โครงการ หากได้รับการสนับสนุนคาดว่าจะเพิ่มพื้นที่รับน้ำต้นทุนรวมมากกว่า 400 ล้าน ลบ.ม. พร้อมทั้งจัดทำระบบกระจายในแต่ละพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ในทุกๆ แหล่งน้ำที่มีศักยภาพ เพื่อให้เกิดความสมดุลกับความต้องการน้ำสำหรับการอุปโภคบริโภคของประชาชน
และเพื่อให้เกิดความตระหนักในคุณค่าของทรัพยากรน้ำ ในช่วงหน้าฝนนี้ กรมทรัพยากรน้ำขอเชิญชวนทุกภาคส่วนร่วมกันสำรองน้ำฝนสำหรับการอุปโภค-บริโภค ในครัวเรือน และใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า

