สกู๊ปน.1 : ไสลเกษ วัฒนพันธุ์ ปธ.ฎีกา พัฒนาศาลสู่ ‘กรีนคอร์ต’

4.09.20 | 16:34 น.

นับแต่ ไสลเกษ วัฒนพันธุ์ ดำรงตำแหน่งประธานศาลฎีกา ประมุขตุลาการคนที่ 45 ได้เคยแถลงนโยบายไว้ 5 ด้าน

4 ด้านเกี่ยวข้องกับอำนาจหน้าที่ตุลาการ อย่างเช่น เรื่องการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ การพิจารณาพิพากษาคดี รวมถึงการบริหารงานบุคคล

ที่ผ่านมาได้มีการออกระเบียบ หรือข้อแนะนำต่างๆ มาใช้เพื่อสนับสนุนนโยบายจนมีความคืบหน้าเป็นอย่างมาก

ขณะที่นโยบายข้อ 5 นั้น ประธานศาลฎีกาได้ประกาศเป็นสัญญาประชาคมแสดงจุดยืนของศาลกับปัญหาสิ่งแวดล้อม คือ การสนับสนุนบทบาทของศาลในการบังคับใช้กฎหมายที่ส่งเสริมรักษาสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ ประธานศาลฎีกาไล่เรียงให้ฟังว่า ตามที่ได้เคยแถลงไว้ว่า ศาลยุติธรรมจะมีบทบาทสนับสนุนบังคับใช้กฎหมายที่ส่งเสริมรักษาสิ่งแวดล้อมไม่ก่อให้เกิดภาระและผลร้ายต่อประชาชนนั้น

Advertisement

สืบเนื่องจากสภาพปัญหาคนสังคมไทยได้เผชิญด้วยตัวเอง จากสภาพแวดล้อมถูกทำลาย ภาวะวิกฤตทางสิ่งแวดล้อม น้ำท่วม น้ำแล้ง ไฟไหม้ป่า ควันพิษที่เกิดทุกปี
คิดว่าคนได้เข้าใจแล้วว่านี่เป็นผลพวงมาจากการที่สิ่งแวดล้อมถูกทำลาย

ตรงนี้เป็นปัญหาที่ต้องหาทางให้ผู้รับผิดชอบแก้ไข

ศาลเองจึงคิดว่าน่าจะมีส่วนในการบังคับใช้กฎหมายในเรื่องสิ่งแวดล้อมน่าจะทำอะไรได้บ้าง?

พบว่าคดีที่สิ่งแวดล้อมถูกทำลายจากการทำเหมือง หรือคดีที่มีการปล่อยสารพิษลงไปในธารน้ำธรรมชาติ ศาลก็ตัดสินว่ามีความผิดตาม พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อมฯ และสั่งแก้ไขให้ธรรมชาติคืนสู่สภาวะเดิมเพื่อให้ประชาชนสามารถใช้ทรัพยากรเหล่านี้ได้

แต่ในที่สุดความจริงคือหลังมีคำพิพากษาแล้ว การบังคับใช้ให้เป็นไปตามกฎหมายหรือการพิพากษาไม่มีประสิทธิภาพ หน่วยงานก็ดี หรือการจัดสรรทรัพยากรบังคับใช้กฎหมายไม่มีเจ้าภาพโดยตรงในทางกฎหมาย

ประธานศาลฎีกาจึงคิดนโยบายขึ้นมา โดยตั้งคณะทำงานพิจารณารายละเอียดว่าจะทำให้เป็นรูปธรรมได้แค่ไหน

ปรากฏว่าสามารถทำในหลายมิติ

มิติแรก คือ เรื่องธรรมชาติจริงๆ หรือสิ่งที่จับต้องได้ คือต้นไม้ เรามีนโยบายทำให้ศาลเป็นสีเขียว สร้างความตระหนักรับรู้ในบุคลากรของศาลและขยายไปยังข้างนอกว่าการรักษาดูแลต้นไม้เป็นเรื่องสำคัญ

เรื่องนี้ทำให้เป็นรูปธรรมโดยการจัดระบบให้มีการขึ้นทะเบียนต้นไม้ของศาล จำแนกประเภทต้นไม้ที่อายุมาก ต้นไม้ที่ยืนยงมาคู่กับศาลในแต่ละศาลทั่วประเทศว่ามีมากน้อยแค่ไหน เพื่อจะได้เก็บสถิติว่าตอนนี้มีต้นไม้ประเภทอะไรบ้าง อายุเท่าไหร่

เมื่อรู้สถานการณ์แล้วจึงได้มอบนโยบายให้มีการปลูกป่าเพิ่มเติมในศาลต่างๆ แล้วก็มีกฎกติกากันว่าห้ามตัดไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต โดยไม่มีเหตุจำเป็นจริงๆ
การก่อสร้างต่างๆ ของศาลในอนาคตจะต้องรักษาสิ่งแวดล้อมไว้

ตอนนี้สิ่งนี้ได้ปรากฏเป็นรูปธรรมแล้ว

‘ผมได้ขอให้สำนักงานศาลยุติธรรมที่จะต้องก่อสร้าง หรือทำสัญญาก่อสร้างกับผู้รับเหมาให้มีทีโออาร์หนึ่งข้อ ว่าการก่อสร้างต้องไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมและต้องรักษาสิ่งแวดล้อม ตรงนี้เป็นนโยบายที่ให้กับกองออกแบบของสำนักงานศาลยุติธรรม’

‘ไสลเกษ’ยังได้เล่าถึงการตั้งคณะทำงานเกี่ยวกับเรื่องสิ่งเเวดล้อมว่า ชื่อว่าคณะทำงานพัฒนาวิธีพิจารณาคดีสิ่งแวดล้อมและศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งศาลสิ่งแวดล้อม

มีอำนาจหน้าที่ศึกษาความเป็นไปได้ในการพิจารณาคดีสิ่งแวดล้อมและการจัดตั้งศาลสิ่งแวดล้อม รวบรวมข้อมูลข้อเท็จจริงทางวิชาการ

ขณะเดียวกันมีหน้าที่ในการที่จะพัฒนาศาลให้กลายเป็น ‘ศาลสีเขียว’ คือการทำในข้อเท็จจริงนอกจากการพัฒนาศาลในการรักษาอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมแล้ว

‘ให้สร้างจิตสำนึกกับบุคลากรของศาลในการเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมด้วย’ประธานไสลเกษสำทับ

พร้อมเล่าให้ฟังเพิ่มเติมอีกว่า จริงๆ แล้วศาลมีความคิดพัฒนาในระยะหนึ่งแล้ว ตั้งแต่มีการตั้งแผนกสิ่งแวดล้อมขึ้นมา ตั้งแต่ศาลชั้นต้น อุทธรณ์ และฎีกา พร้อมกันนั้นที่ประเทศเราได้มีการตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

คณะกรรมการชุดนี้จึงได้รับวาระว่าจะต้องเปลี่ยนแปลงและปฏิรูปประเทศในเรื่องสิ่งแวดล้อม

คณะทำงานจึงได้รับมอบหมายงานเพื่อให้ศาลเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และมีการประสานงานพูดคุยจนในที่สุดก็เข้าใจตรงกันว่า

‘ในนโยบายของคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจะต้องให้มีกฎหมาย หรืออะไรก็ได้ที่สามารถบังคับใช้และดูแลสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ’ไสลเกษกล่าว

พร้อมโยนคำถามว่า ประเทศไทยถึงเวลาหรือยังที่จะต้องมี พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีสิ่งแวดล้อม?

ประธานศาลฎีกาเฉลยคำตอบดังกล่าวว่า พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีสิ่งแวดล้อมเป็นกฎหมายพิเศษสำหรับคดีสิ่งแวดล้อม เพราะถ้าใช้วิธีพิจารณาแบบคดีทั่วไปได้เรียนรู้แล้วว่าไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งสำหรับคณะกรรมการปฏิรูปประเทศเองมีการคาดกันไปถึงขั้นว่าเป็นไปได้หรือไม่ว่าประเทศไทยพร้อมที่จะมีศาลสิ่งแวดล้อมแล้วหรือไม่ แต่ในขั้นต้นเห็นว่าวิธีพิจารณาคดีสิ่งแวดล้อมนี้มีความจำเป็น

คณะทำงานได้ศึกษาลงรายละเอียดหลายครั้งจนได้ร่างรายละเอียด พ.ร.บ.วิธีพิจารณาสิ่งแวดล้อมขึ้นมา มีจุดพิเศษ ตรงที่มีวิธีพิจารณาที่ออกแบบพิเศษ พิจารณาเร่งรัด และสภาพการบังคับใช้ที่ยืดหยุ่นรวดเร็ว มีระบบการบังคับใช้คำพิพากษาให้มีประสิทธิภาพขึ้น

โดยเอาบทเรียนจากในอดีตที่เกิดขึ้นมาออกแบบ สิ่งที่คิดว่าจะเกิดขึ้นลำดับแรกนี้และทำได้ไม่ยากคือ ขอให้รัฐสภาผ่านวิธีพิจารณาคดีสิ่งแวดล้อมขึ้นมา แล้วศาลก็จะทำหน้าที่โดยใช้กลไกของศาลปกติแต่จะยกระดับในเรื่องสิ่งแวดล้อมที่ชัดเจน

ส่วนเรื่องจำเป็นที่ต้องลงทุนสร้างศาลสิ่งแวดล้อมขึ้นมาใหม่หรือไม่ นายไสลเกษกล่าวว่า เป็นภารกิจศาลจะกำหนดว่าหากมีการลงทุนแล้วคุ้มค่า ลงทุนแล้วรักษาสิ่งแวดล้อมได้จริงหรือไม่ ถ้าทำได้บังคับใช้แล้วต้นทุนที่ลงไปคุ้มก็ต้องตัดสินใจ

เรื่องนี้มันก็เป็นหน้าที่ของรัฐสภาและรัฐบาลที่จะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบและคำนึงถึงงบประมาณ

แต่ในชั้นนี้ที่สามารถทำได้โดยไม่ต้องสิ้นเปลืองมากคือ การใช้ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาสิ่งแวดล้อมและให้ศาลที่มีอยู่ทำหน้าที่ไป

หลังจากนี้แล้วถ้าเห็นว่าศาลที่มีอยู่ปัจจุบันมีข้อจำกัดไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดจะมีการยกขึ้นมา หรือตั้งเป็นศาลสิ่งแวดล้อมหรือไม่ ก็คิดว่าอยู่ในวิสัยที่จะเป็นไปได้

ส่วนคำถามที่ว่าถ้ามีศาลสิ่งแวดล้อมแล้วจะไปอยู่กับศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง?

นายไสลเกษบอกว่ายุคนี้ไม่ว่าศาลใด อย่าไปแย่งชิงกัน ต้องคิดว่าทำอย่างไร ที่เราสร้างกฎหมายมาแล้วทำให้สังคม สภาพแวดล้อมดีขึ้นและได้รับการดูแล ให้ประชาชนอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข

อันนี้คือเป้าหมายสูงสุดในเชิงบริหาร

ดังนั้น ควรจะมีศาลสิ่งแวดล้อมหรือไม่ ประธานศาลฎีกาบอกว่า เป็นปัญหาระดับหลัง มีความสำคัญน้อยกว่าที่จะแก้ปัญหาในเบื้องต้น

‘ตอนนี้คณะทำงานได้ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว เสร็จและได้ประสานกับสภาปฏิรูปประเทศด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่มี ดร.รอยล จิตรดอน เป็นประธาน มีการประสานงานกันมาโดยตลอด’

สุดท้าย ประธานไสลเกษได้ให้ความมั่นใจว่า ‘ก่อนหมดวาระในตำแหน่งประธานศาลฎีกาจะสามารถส่งร่าง พ.ร.บ.นี้ภายใต้ความสำเร็จที่คณะทำงานจะช่วยกันทำงานนี้ผ่านไปยังคณะทำงานปฏิรูป เพื่อช่วยกันผลักดันเสนอ ครม.และรัฐสภาเพื่อออกบังคับใช้เป็นกฎหมายต่อไป’