ศาลจับมือขนส่ง กรมบัญชีกลางและบ.ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ เพิ่มประสิทธิภาพสืบทรัพย์ผู้ประกันคดีอาญา

9.09.20 | 12:41 น.

ศาลยุติธรรมจับมือ 3 หน่วยงาน กรมการขนส่งทางบก กรมบัญชีกลาง และบริษัทศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการสืบหาทรัพย์สินผู้ประกันในคดีอาญา


เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 9 กันยายน ที่ห้องประชุมใหญ่ ชั้น 12 อาคารศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก นายสราวุธ เบญจกุล เลขาธิการสํานักงานศาลยุติธรรม ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือให้บริการฐานข้อมูลบังคับคดีผู้ประกันผ่านระบบ Web Service ระหว่าง สํานักงานศาลยุติธรรม กรมบัญชีกลางกรมการขนส่งทางบก และ บริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จํากัด ในการบูรณาการฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการสืบหา ทรัพย์สินและความสะดวกในการรายงานผลการสืบหาทรัพย์สินของผู้ประกันในคดีอาญา โดยมี ร.ต.ท.หญิง ศรัณย์กร เลิศโอภาส ที่ปรึกษาด้านกฎหมายและระเบียบการคลัง กรมบัญชีกลาง ,นายจิรุตม์ วิศาลจิตร อธิบดีกรมการขนส่งทางบก และน.ส.ยุภาวรรณ ศิริชัยนฤมิตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) ร่วมลงนาม

นายสราวุธ กล่าวว่า สํานักงานศาลยุติธรรมมุ่งที่จะพัฒนานวัตกรรมเพื่อการอํานวยความยุติธรรมและนําเทคโนโลยีมาปรับใช้ในการปฏิบัติงานตาม
นโยบายประธานศาลฎีกาเพื่อเสริมศักยภาพระบบบริหารจัดการคดีในศาลยุติธรรมและเพื่อให้การเข้าถึง กระบวนการยุติธรรมรวดเร็ว ง่ายขึ้น และเสียค่าใช้จ่ายน้อยลง อีกทั้งยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการ ปฏิบัติงานระหว่างองค์กรภายใต้กรอบของกฎหมาย เพื่อก้าวสู่ “ดิจิทัล คอร์ท” (Digital Court หรือ D-Court)
ซึ่งการลงนามบันทึกข้อตกลงครั้งนี้ สืบเนื่องมาจากสํานักงานศาลยุติธรรมจะต้องรายงานผลการสืบหาหลักทรัพย์หรือทรัพย์สิน และการผ่อนชําระค่าปรับของผู้ประกันในคดีอาญาต่อกรมบัญชีกลาง ทุก 3 เดือน จึงได้พัฒนาระบบการเชื่อมต่อฐานข้อมูล ระหว่างระบบฐานข้อมูลการสืบหาหลักทรัพย์ และการผ่อนชําระค่าปรับกรณีที่ผิดสัญญาประกันในคดีอาญาของสํานักงานศาลยุติธรรม กับระบบความรับผิดทางละเมิดและแพ่งของกรมบัญชีกลาง ผ่าน web service นอกจากนี้เพื่อให้การดําเนินการสืบหาหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินของผู้ประกันในคดีอาญาเป็นไปโดยสะดวก รวดเร็ว ถูกต้อง ครบถ้วน ตามระเบียบและหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกําหนด นอกจากนี้สํานักงานศาลยุติธรรมยังได้เชื่อมโยงฐานข้อมูลกับบริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จํากัด ซึ่งเป็นผู้จัดเก็บข้อมูลใบหลักทรัพย์และ เอกสารสิทธิต่าง ๆ รวมถึงจัดทําทะเบียนผู้ถือหลักทรัพย์เพื่อตรวจสอบข้อมูลหลักทรัพย์ในกรณีที่ ผู้ประกันเป็นผู้ถือหุ้น รวมทั้งร่วมมือกับกรมการขนส่งทางบก ในการตรวจสอบข้อมูลการถือกรรมสิทธิ์ หรือสิทธิครอบครองรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ซึ่งจะทําให้การบังคับคดีผู้ประกันในคดีอาญาสามารถดําเนินการด้วยความสะดวก รวดเร็ว มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ลดการใช้ทรัพยากรกระดาษอีกด้วย

นายสราวุธ กล่าวอีกว่า การบูรณาการความร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นการใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลขององค์กรร่วมกัน ซึ่งขณะนี้สํานักงานศาลยุติธรรมได้สร้างระบบเก็บ ข้อมูลคดีภายในของศาลยุติธรรม ลักษณะไฟล์อิเล็กทรอนิกส์จัดเก็บไว้ในที่เดียวรูปแบบ “ฐานข้อมูล BIG DATA” ในอนาคตคาดหวังว่าจะสามารถใช้ข้อมูลเหล่านี้ในการวิเคราะห์เข้าถึง หรือการปฏิบัติงาน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ศาลยุติธรรมและหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องต่อไป

Advertisement

“การลงนามความร่วมมือครั้งนี้ จะทำให้การบังคับคดีกับ นายประกัน หรือ ผู้ประกันในการสืบหาหลักทรัพย์เพื่อประโยชน์ของราชการ สามารถชำระค่าปรับตามสัญญาประกันต่อศาลได้ และจะรายงานผลการสืบหลักทรัพย์และหลักประกันต่างๆ ต่อกรมบัญชีกลางตามที่กฎหมายกำหนด โดยสำนักงานศาลยุติธรรมได้เชื่อมโยงกับหลายหน่วยงาน ซึ่งจะมีการใช้ฐานข้อมูลร่วมกัน” เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมกล่าว

ด้าน นายจิรุตม์ กล่าวว่า กรมการขนส่งทางบก ยินดีกับความสำเร็จที่จะพยายามให้มีการบูรณาการร่วมกันระหว่างสำนักงานศาลยุติธรรมกรมบัญชีกลางและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงข้อมูลและพัฒนาความร่วมมือในการดำเนินการของระบบบริหารราชการในยุคดิจิทัล จะทำให้การตรวจสอบทรัพย์สินของผู้ประกันในคดีอาญามีความรวดเร็ว ถูกต้องและครบถ้วนมากยิ่งขึ้น โดยกรมการขนส่งทางบกพร้อมที่จะให้ความร่วมมือ และในอนาคตทางเราก็คงจะได้รับความอนุเคราะห์ด้านข้อมูลผลทางคดี จากสำนักงานศาลยุติธรรมเช่นเดียวกัน เพื่อประกอบการดำเนินการด้านทะเบียนรถ ใบอนุญาตขับรถ ที่จะเป็นประโยชน์กับประชาชนและสังคมต่อไป

น.ส.ยุภรวรรณ กล่าวว่า บริษัทศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย)ได้เป็นส่วนหนึ่งในการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับกระบวนการยุติธรรม จากการบูรณาการข้อมูลกับกรมการขนส่งทางบก กรมบัญชีกลาง และสำนักงานศาลยุติธรรม ซึ่งเป็นทิศทางเดียวกับตลาดหลักทรัพย์อยู่แล้วที่จะผลักดันทุกอย่างให้เป็นดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์ คิดว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นในการร่วมมือกันในครั้งต่อไป