เครือข่ายปกป้องอันดามันต้าน กฟผ.เปิดซองประมูลสร้างโรงไฟฟ้า-ท่าเทียบเรือขนถ่านหิน

2.08.16 | 17:12 น.

กรณีการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้เปิดซองประกวดราคาโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน และท่าเทียบเรือขนส่งถ่านหิน จ.กระบี่ โดยพบว่ากลุ่มกิจการค้าร่วม พาวเวอร์ คอนสตรัคชั่น คอร์เปอเรชั่น ออฟ ไชน่า และบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ เป็นบริษัทเอกชนที่เสนอราคาต่ำที่สุด โดยกฟผ.จะเจรจาและตรวจสอบคุณสมบัติกลุ่มเอกชนที่เสนอราคาต่ำที่สุด คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 3 เดือน จึงจะประกาศรายชื่อผู้ชนะการประมูลอย่างเป็นทางการได้นั้น

เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม เครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหิน ได้ออกแถลงการณ์ค้านกรณีดังกล่าวว่า การเปิดประมูลดังกล่าวถือเป็นการละเมิดข้อตกลงที่นายกรัฐมนตรีลงนามจากข้อเรียกร้องของเครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหิน 3 ประการ คือ 1.ให้ยุติกระบวนการอีไอเอ 2.ให้ยุติการประมูล และ 3.ให้พิสูจน์การใช้พลังงานหมุนเวียน 3 ปี โดย 2 ประการแรกได้รับการปฏิบัติทันที แต่ประการที่ 3 ให้ตั้งกรรมการ 3 ฝ่ายขึ้นมาพิจารณาหาแนวทางการดำเนินการ แต่ปัจจุบันกรรมการ 3 ฝ่ายยังไม่มีข้อยุติ แต่ กฟผ.ได้ละเมิดข้อตกลงด้วยการประกาศผลการประมูล ซึ่งเดิมทีเครือข่ายฯ ได้ผ่อนปรนข้อตกลงนี้ด้วยการให้เกิดการประมูลเชิงเทคนิค แต่ กฟผ.ยังละเมิดข้อตกลงต่อไปด้วยการเปิดประมูลราคาเข้าไปด้วย นอกจากนี้ในการดำเนินการของกรรมการ 3 ฝ่ายไม่เกิดความจริงใจในการดำเนินการ ไม่พยายามหาทางออกแต่พยายามทุกวิถีทางในการนำไปสู่การสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ซ้ำร้ายไปกว่านั้นยังใช้วิธีการในการล็อบบี้ ข่มขู่และหยิบยื่นผลประโยชน์ให้แกนนำ

“การดำเนินการของ กฟผ.ดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงการไม่เคารพข้อตกลง และแสดงให้เห็นว่าไม่เห็นคำสั่งนายกรัฐมนตรีอยู่ในสายตา เพราะ กฟผ.รู้ดีว่าใครคือผู้มีอำนาจตัวจริง เพราะหากนายกรัฐมนตรีมีอำนาจจริง กฟผ.คงไม่ละเมิดข้อตกลงที่ทำไว้กับเครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหิน แสดงให้เห็นว่าภัยคุกคามตัวจริงของประชาชนคือกลุ่มทุนพลังงานรวมตัวกับอำนาจรัฐ” แถลงการณ์ ระบุ

ทั้งนี้ กฟผ.ได้เคยออกแถลงการณ์ชี้แจงประเด็นดังกล่าวแล้ว ระบุว่า การประกวดยังไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย โดยระบุเงื่อนไขไว้อย่างชัดเจนว่า จะออกเอกสารสนองรับราคาเมื่อโครงการดังกล่าวได้รับความเห็นชอบรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (อีเอชไอเอ) จากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ รวมถึงได้รับอนุมัติจากรัฐบาลให้ดำเนินโครงการอย่างครบถ้วนแล้วเท่านั้น ตามที่ได้ระบุไว้ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย 2558 พร้อมชี้แจงว่า กฟผ.ต้องเริ่มดำเนินการจัดหาผู้รับเหมาเพื่อออกแบบจัดหาอุปกรณ์ และก่อสร้างโรงไฟฟ้าคู่ขนานไปกับขั้นตอนการพิจารณารายงานอีเอชไอเอ เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้นในอนาคตในทันเวลา