เหยี่ยวถลาลม : ตีสองหน้า
อัลแบร์ กามู นักเขียนชาวฝรั่งเศส เขียน “มนุษย์สองหน้า” และตีพิมพ์ปี ค.ศ.1956 ปีถัดมา “กามู” ก็ได้รับรางวัลโนเบล สาขาวรรณคดี
ชวนให้คิดว่าอย่าได้มองผ่าน “ธรรมชาติของมนุษย์”
เป็นความจริงว่า สัญชาตญาณที่รักตัว กลัวสูญเสียทำให้ “คน” ซึ่งผ่านประสบการณ์ชีวิตมามากมัก “ตีสองหน้า”
เช่น ใบหน้าที่ 1 อาจจะกล่าวต่อสาธารณะว่า ผมก็มีพี่น้อง มีลูกมีเมีย มีลูกหลานและวงศาคณาญาติ ไม่มีวันที่จะทำอันตรายแก่บุตรหลานอันเป็นที่รักของผู้อื่น
แต่ละใบหน้าของมนุษย์มักมี “เงื่อนไข”
ใบหน้าที่ 1 อาจเหมาะสมกับเงื่อนไขหนึ่ง ใบหน้าที่ 2 เหมาะกับอีกเงื่อนไข
ถ้าชีวิตพลิกจากความรุ่งเรืองสู่ร่วงโรย จากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ จากมั่นคงสู่สั่นคลอน “ใบหน้า” ของคนเราก็จะเปลี่ยนไปตามการชี้นำของอารมณ์ความรู้สึก
ก่อนหน้านี้ผู้ใหญ่จำนวนมากปรามาสว่า เด็กถูกชี้นำจากต่างชาติ ถูกครอบงำจากกลุ่มการเมืองฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล
เดิมทีเดียวมีแผนจัดการขั้นเด็ดขาด !
การยืดระยะเวลาทำการของ พ.ร.ก.ฉุกเฉินออกมาทีละเดือนๆ คือมาตรการหนึ่งที่เตรียมใช้เป็นข้ออ้างสร้าง “ความชอบธรรม”
แต่ใบหน้าที่เหี้ยม เกรี้ยวกราด ขึงขัง ยังไม่ทันได้นำออกมาใช้ !
“พลัง” นั้นบริสุทธิ์เกินกว่าที่บดขยี้ทำลายได้โดยง่าย
เด็กมีอนาคต มีความฝัน คิดเองและลงมือทำเองอย่างชาญฉลาดถึงขั้นที่ “ผู้เป็นใหญ่” คาดไม่ถึง
การชุมนุมของเด็กนักเรียนนิสิตนักศึกษาเยาวชนเต็มไปด้วยพลังของความมุ่งมั่น
ยังมากไปด้วยการพลิกแพลงและแยบยล
เด็กมีเพียงเสียง มีเพียงเพื่อนร่วมทาง เด็กไม่มีอาวุธไม่มีเครื่องทุนแรงอันใดที่จะสามารถล้มล้างการปกครองหรือองค์กรต่างๆ ทำไมต้องเตรียมกำลังเตรียมอุปกรณ์
สถานการณ์ก่อนถึงวันที่ 19 กันยายน เต็มไปด้วย “ความไม่แน่นอน”
“ผู้เป็นใหญ่” ทุกฝ่ายต่างมีเงื่อนไขเฉพาะตน
ทุกฝ่ายพร้อมที่จะ “ฉวยโอกาส”
เมื่อเด็กประกาศยกระดับการชุมนุม เบิ้มอีกครั้งในวันที่ 19 ก.ย.นี้ “ใบหน้าที่บิดเบี้ยว” ของผู้เป็นใหญ่ทุกฝ่ายก็จะถูกซ่อนเอาไว้ภายใต้รอยยิ้ม
อย่าได้หลงเชื่อ “ใบหน้าที่เห็น” ของผู้เป็นใหญ่
“ความเป็นเผด็จการ” เป็นความป่วยไข้ทางจิตที่รักษาไม่หาย
เป็นทัศนคติที่ปรับเปลี่ยนไม่ได้
จะต้องเตรียมแผนรับมือให้พร้อม !?!!

