อนุทิน เผยไทยไม่ได้เสียหาย หลังวัคซีนโควิดตัวเต็ง ม.ออกซ์ฟอร์ด ยุติทดลองชั่วคราว เหตุพบผลข้างเคียงในอาสาสมัคร
เมื่อวันที่ 11 กันยายน ที่อิมแพคอารีน่า เมืองทองธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังการเปิดประชุมติดตามความก้าวหน้าการวิจัยพัฒนาวัคซีนโควิด-19 ของประเทศไทย
นายอนุทินกล่าวว่า ตามนโยบายของรัฐบาลที่ได้มอบหมายให้สถาบันวัคซีนแห่งชาติ เป็นเจ้าภาพหลักในการติดต่อเจรจากับสถาบันการวิจัยวัคซีนต่างๆ ส่วนงบประมาณที่จัดสรรไว้ เบื้องต้นติดต่อไปในหลายหน่วยงาน เพื่อทำบันทึกความเข้าใจถึงเงื่อนไขของการสนับสนุนในการวิจัยพัฒนาวัคซีน
“เราจะไปเจาะจงร่วมกับสถาบันใดสถาบันหนึ่งไม่ได้ ต้องกระจายโอกาสออกไปในทุกสถาบันที่เราพิจารณาแล้วเห็นมีศักยภาพและมีความเป็นไปได้ในการค้นพบวัคซีนโควิด-19 ได้เร็วที่สุด โดยจุดมุ่งหมาย คือ เมื่อมีการค้นพบวัคซีนแล้วประเทศไทยจะเป็นประเทศแรกๆ ในการเข้าถึงวัคซีน ซึ่งตอนนี้เราเข้าไปอยู่ในหลายการทดลองวัคซีนทั่วโลก” นายอนุทินกล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า แอสตร้าเซนเนต้า ของทีมวิจัยมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด หยุดการวิจัยหลังพบว่าวัคซีนมีผลข้างเคียงในอาสาสมัคร นายอนุทินกล่าวว่า ตามรายงานข่าวระบุว่า พบปัญหาจากการทดลอง ว่ามีผลกระทบต่อผู้ที่ได้รับการทดลองวัคซีน ซึ่งหากพบปัญหาเกิดขึ้น โดยเฉพาะมีผลในทางลบต่อสุขภาพของผู้รับการทดลอง ก็จะต้องหยุดและหาปัญหา ซึ่งต้องเกิดความล่าช้า แต่ขณะเดียวกันกลุ่มอื่นก็ยังทดลองต่อไป
“เราร่วมมือในการถ่ายทอดเทคโนโลยี เราไม่ได้รับความเสียหาย แต่เมื่อเขาค้นพบวัคซีนที่มีประสิทธิภาพเขาก็จะถ่ายทอดเทคโนโลยีมาผลิตในประเทศได้ ในฐานะที่เราเป็นผู้ร่วมสนับสนุนการทดลอง” นายอนุทินกล่าว
เมื่อถามต่อว่า งบประมาณ 1 พันล้านบาทเพียงพอหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ไม่เพียงพอ แต่เป็นการของบประมาณเบื้องต้น และมีการคาดการณ์ใช้งบสำหรับวิจัยพัฒนาวัคซีนถึง 3,000 ล้านบาท และในขณะนี้มีปัญหาการทดลอง เชื่อว่าสถาบันวัคซีนจะต้องหารือใหม่ เพิ่มเอ็มโอยูเข้าไป เช่น กรอบเวลา ขั้นตอนปฏิบัติ
เมื่อถามว่า ขณะนี้ได้ข้อมูลการติดเชื้อของผู้ป่วยโควิด-19 ในกรณีของนักโทษชาย อาชีพดีเจร้านอาหาร แล้วหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ทำตามกฎทุกอย่าง ให้ติดตามจากกรมควบคุมโรคที่มีรายงานผลทุกวัน
“เราพิสูจน์แล้วว่าระบบของการควบคุมโรค ค้นหาผู้ติดเชื้อมีประสิทธิภาพ และได้ขยายผลการค้นหาผู้สัมผัส เสี่ยงสูง เสี่ยงกลาง เสี่ยงน้อย เราก็ไปตามจนเรานำทุกรายมาตรวจเชื้อ ซึ่งยังไม่พบเชื้อเพิ่มเติม ผมเรียนตลอดว่า เราอย่าไปให้ความสำคัญว่า หากเราเจอคนติดเชื้อในประเทศแล้วเป็นสิ่งรุนแรงจนกระทบต่อกิจกรรมอื่นๆ นั่นไม่ใช่ แต่เมื่อพบผู้ติดเชื้อแล้วกรมควบคุมโรคก็จะมีขั้นตอนในการปฏิบัติ ควบคุม ติดตาม สิ่งที่คนไทยต้องทำคือ สวมใส่หน้ากากอนามัยต่อไป เว้นระยะห่าง หากสวมใส่หน้ากากอนามัยก็มีชิดบ้างนิดหน่อยแต่อย่าเกิน 10 นาที และล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ ซึ่งดูๆ แล้วตอนนี้ล้างมือกันน้อยลง หากเราปฏิบัติได้อย่างนี้ ไม่มีทางติด เราอย่าไปตามข่าวว่า ถ้ามีผู้ติดเชื้อแล้วทุกอย่างต้องถอยกลับไปล็อกดาวน์ เราจะทำจนไม่สามารถทำอะไรเลย คงไม่ถูกนักเพราะเราเดินหน้ามาถึงจุดนี้แล้ว เราต้องเดินต่อไปไม่ควรถอยหลัง” นายอนุทินกล่าว

