สปสช.แจงปมยกเลิกสัญญาคลินิกบัตรทอง ใน กทม.เผยแจ้งความแล้ว 188 แห่ง ยันสิทธิ ปชช.ยังอยู่ครบ
วันนี้ (22 กันยายน 2563) ที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา เลขาธิการ สปสช. พร้อมด้วย นพ.การุณย์ คุณติรานนท์ รองเลขาธิการ สปสช. นายจิรวุสฐ์ สุขได้พึ่ง อัยการอาวุโส สำนักงานอัยการพิเศษ ฝ่ายประเมินผล ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการสอบข้อเท็จจริงกรณีหน่วยบริการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายเป็นเท็จ และ นายธนพลธ์ ดอกแก้ว นายกสมาคมเพื่อนโรคไตแห่งประเทศไทย แถลงชี้แจงกรณีการยกเลิกสัญญาโรงพยาบาล (รพ.) และคลินิกชุมนุมอบอุ่น ในเครือข่าย สปสช.รวม 82 แห่ง หลังตรวจสอบพบว่ามีการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลเกินจริง

นพ.ศักดิ์ชัย กล่าวว่า กรณีดังกล่าวที่เผยแพร่ในสื่อบางสำนัก มีบางประเด็นพาดพิงถึง สปสช. และอาจมีความคลาดเคลื่อน ทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิด ประเด็นที่ 1 การสร้างความมั่นใจในการดำเนินการทางกฎหมาย ที่สื่อหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งระบุว่า สปสช.ดำเนินการไม่สุดซอย ไม่มีการดำเนินคดีกับคลินิก แต่ประเด็นนี้มีความสำคัญ เนื่องจาก สปสช.ไม่ต้องการให้ภาษีประชาชนถูกใช้ในทางที่ผิดและไม่เกิดประโยชน์ โดยได้ชี้แจงไปแล้วว่าดำเนินการอย่างไรบ้าง และมีอัยการผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นประธานอนุกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ร่วมกับเจ้าหน้าที่จากองค์กรภายนอก ประเด็นที่ 2 กระบวนการได้มาซึ่งหลักฐาน โดยตามมติกรรมการหลักให้รวบรวม 10 ปีย้อนหลัง ตั้งแต่ปี 2555 ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเป็นกระบวนการมีน้ำหนัก เพื่อส่งข้อมูลสำเนาให้กองปราบปราม กับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ซึ่งดำเนินการในกรอบที่ 1 เสร็จเรียบร้อยแล้ว ประเด็นที่ 3 ผลกระทบที่เกิดกับประชาชนจำนวนมาก กรณีนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน สปสช.เตรียมการระดับหนึ่ง แต่ไม่เพียงพอ อย่างไรก็ตาม ต้องชี้แจ้งกับประชาชน พร้อมกับเตรียมการในอนาคตให้กับประชาชนพื้นที่กรุงเทพมหานคร
“ขณะนี้เป็นเรื่องการทุจริตในคลินิกเฉพาะในเขตกรุงเทพฯ ไม่เกี่ยวข้องกับ 76 จังหวัดอื่น ดังนั้นไม่ต้องกังวล ระบบบริการที่ท่านได้รับอยู่ ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม และจะดีขึ้นไปเรื่อยๆ จากสิทธิประโยชน์ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) มเพิ่มให้กับประชาชน และสำนักงานฯ มีความจำเป็นดำเนินคดีกับคลินิกที่ทำผิดในการเบิกเท็จ มีหลักฐานประจักษ์ชัดเจน โดนหน่วยบริการอื่นก็ยังคงดำเนินการปกติ ดังนั้นไม่ใช่ทั้งหมดของ กทม.มีเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นที่ถูกดำเนินการ แต่ด้วยข่าวที่ออกจึงทำให้เกิดความตื่นตระหนก และการสื่อสารไม่ครบถ้วนจึงเกิดความกังวล” นพ.ศักดิ์ชัย กล่าว
นพ.ศักดิ์ชัย กล่าวว่า การยกเลิกสัญญาคลินิก 18 แห่ง ในครั้งแรก และอีก 64 แห่ง ครั้งล่าสุด ซึ่งจะมีการตรวจสอบเพิ่มเติมอีก ขณะนี้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบรวมประมาณ 1,000,000 ราย โดยบริหารจัดการได้แล้วราว 200,000 ราย ในการยกเลิก 18 แห่งแรก ด้วยการจัดเข้าหน่วยบริการที่เคยใช้สิทธิบัตรทองมาก่อน เหลืออีก 800,000 ราย ใน 64 คลินิก ที่เพิ่งประกาศบอกเลิกสัญญาไป สปสช.บริหารเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ 1 ผู้ป่วยการผ่าตัด/คลอด/ล้างไต ที่ต้องอาศัย รพ.ในการรองรับ โดยถูกปิดไป 6 แห่ง ซึ่งได้ประสานไปยังผู้ป่วยแล้วในการย้ายสถานบริการ หากผู้อยู่ในกลุ่มนี้และยังไม่ได้รับการติดต่อ ให้โทร.0 2142 1000 หรือ สายด่วน สปสช.1330
ส่วนที่ 2 กลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรั้ง สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร (กทม.) ดำเนินการหาสถานที่ดูแลระยะสั้น เพื่อให้ประชาชนมีที่พึ่งพา แต่ส่วนที่มีความจำเป็นที่ต้องให้การดูแล สามารถเข้ารับบริการที่ศูนย์บริการสาธารณสุขของ กทม. รวม 69 แห่ง โดย สปสช. ส่งข้อมูลสุขภาพของผู้ป่วยกลุ่มนี้ไปแล้ว แต่อาจยังไม่ครบถ้วนหรือตกหล่น ส่วนที่ 3 กลุ่มผู้ป่วยทั่วไป กำหนดให้ใช้สิทธิว่าง หรือเรียกง่ายๆ ว่า วีซ่าพิเศษ สามารถรักษาในหน่วยบริการรัฐและเอกชนที่อยู่ในโครงการบัตรทองที่ใดก็ได้ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย และหน่วยบริการจะเรียกเก็บเงินมายังสำนักงานฯ ตาม พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
“ส่วนเรื่องสิทธิบัตรทองของประชาชนยังอยู่เช่นเดิม และบางส่วน สปสช. ได้จัดหน่วยบริการประจำให้แล้ว แต่หากไม่ได้รับความสะดวกสามารถเปลี่ยนหน่วยบริการได้ พร้อมทั้ง สปสช.ได้เปิดรับหน่วยบริการแห่งใหม่ทดแทน ซึ่งมีสมัครเข้ามาแล้วจำนวนหนึ่ง และจะต้องรอกระบวนการอื่นต่อไป” นพ.ศักดิ์ชัย กล่าวว่า

ด้าน นายจิรวุสฐ์ กล่าวว่า จากระบบการตรวจสอบการเบิกจ่ายของ สปสช.พบความผิดปกติในการเบิกงบส่งเสริมสุขภาพในปีงบประมาณ 2562 จึงดำเนินการตั้งกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงขึ้นมา เพื่อตรวจสอบเอกสารเบิกจ่าย 100% พบว่าไม่ได้เกิดจากความผิดพลาด แต่เป็นการจงใจสร้างหลักฐานเท็จเบิกเงินกับสปสช. หลักฐานแน่นชัด ซึ่งเป็นความผิดตามกฎหมายอาญา สปสช.จึงได้แจ้งความร้องทุกข์ที่กองปราบปรามเพื่อดำเนินการทางกฎหมาย เอกสารมีจำนวนมากก็ได้ทยอยตรวจสอบและแจ้งความ
“ขณะนี้พบว่ามีอีก 106 คลินิก ที่พบลักษณะเช่นเดียวกัน โดยเราได้แจ้งความกับกองปราบฯ ให้ดำเนินคดีกับ 106 คลินิกนี้ รวมสถานพยาบาลที่ถูกแจ้งความร้องทุกข์ 188 แห่ง จากที่ตรวจทั้งหมด 190 แห่ง และมีความจำเป็นต้องบอกเลิกสัญญา ตามสัญญาที่ทำขึ้นระหว่าง สปสช.และสถานพยาบาล โดยมีข้อสัญญาชัดเจนว่า หากมีการเบิกเท็จ หรือไม่ถูกต้อง ทางสปสช.มีอำนาจบอกเลิกสัญญา จึงต้องปฏิบัติตามสัญญา หากไม่ทำ ปล่อยไป สปสช.ถือว่าละเว้นหรือละเลยไม่ปฏิบัติตามสัญญา ก่อให้เกิดความเสียหายได้” นายจิรวุสฐ์ กล่าวและว่า การตรวจสอบพบความผิดปกตินี้ ยังเป็นการตรวจเฉพาะรายการเดียว จาก 18 รายการเบิกจ่ายของ สปสช. และในปีงบประมาณเดียวเท่านั้น เชื่อว่าหากหากตรวจไปในรายการเบิกจ่ายอื่นๆ อีก 17 รายการ และตรวจย้อนหลังนับตั้งแต่ปีงบประมาณ 2561 ไปจนถึงเริ่มมีโครงการ ก็อาจจะพบความผิดปกติอีก
นายจิรวุสฐ์ กล่าวว่า ในการดำเนินการตรวจสอบและดำเนินการทางกฎหมายทั้งหมด ไม่ได้กลั่นแกล้งใครหรือเลือกปฏิบัติ
“แต่เป็นการทำเพื่อปกป้องสิทธิประโยชน์ของประชาชนและปกป้องประโยชน์ของรัฐ เพราะจากการตรวจสอบพบรูปแบบการทุจริตที่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ชัดเจน เช่น อ้างชื่อคนเพื่อเบิกเงินทั้งๆ ที่บุคคลนั้นไม่ได้เข้ารับการรักษา หรือการสร้างชื่อพนักงานบริษัทขึ้นมาจำนวนหนึ่ง เพื่อมาเบิกจ่ายแต่กลับพบว่ารายชื่อนั้นไม่ได้เป็นพนักงานของบริษัท เป็นต้น นอกจากนี้ จากการตรวจสอบพบคลินิกทันตกรรมให้การรักษาบริการไม่ถูกต้องอีก 7 แห่งด้วย และอยู่ระหว่างการตรวจสอบทั้งระบบเช่นกัน” นายจิรวุสฐ์ กล่าว
นายจิรวุสฐ์ กล่าวว่า อนุกรรมการฯ ได้มีการตั้งคณะทำงานขึ้นมา 2 ชุด เพื่อให้ข้อเสนอแนะกับ สปสช.ในการป้องกันปัญหาในอนาคต ประกอบด้วย 1.คณะทำงานดูความเสี่ยงทั้งหมดของระบบเบิกจ่ายเงิน แล้วสรุปผลให้สปสช.ปรับปรุงแก้ไข และ 2.คณะทำงานดูระบบบริการทั้งหมด รวมถึง การขึ้นทะเบียนหน่วยบริการต่างๆ และการเลือกคลินิกที่มีความมั่นใจ

