“พระสุธรรม” เข้าพบ “ดีเอสไอ” ให้ปากคำปมจัดตั้ง “วัดพระธรรมกาย-การบริหารจัดการ-ข้อบังคับการจ่ายเงิน”
เมื่อเวลา 13.45 น. วันที่ 4 สิงหาคม ที่สำนักคดีการเงินการธนาคาร กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พระสุธรรมญาณวิเทศ (พระสุธรรม สุธัมโม) ผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนรักษาการเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย พร้อมด้วย นายเอกชัย ฐปนานนท์ ที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมายของพระสุธรรม และทนายความ เดินทางเข้าพบ พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ชำนาญการพิเศษ เพื่อให้ปากคำในฐานะพยาน และยังได้รับมอบหมายจากพระราชภาวนาจารย์ หรือพระทัตตชีโว รองเจ้าอาวาส ผู้ปฏิบัติหน้าที่รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย มาให้ปากคำแทนด้วย ในประเด็นที่เกี่ยวกับการบริหารและก่อตั้งวัดพระธรรมกาย ตามที่อัยการสั่งให้พนักงานสอบสวนเพิ่มเติมในคดีพิเศษที่ 27/2559 ซึ่งเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ผู้ต้องหาในข้อหาสมคบกันฟอกเงิน ร่วมกันฟอกเงิน และร่วมกันรับของโจร
พระสุธรรม กล่าวว่า ในวันนี้อาตมาเดินทางมาพบพนักงานสอบสวน หลังได้รับมอบหมายให้มาเข้าให้ข้อมูลเกี่ยวกับการการบริหาร การจัดตั้งวัดพระธรรมกาย และระเบียบการจ่ายเงิน อย่างไรก็ตาม ทางวัดยินดีให้ความร่วมมือกับดีเอสไอ แม้ที่จริงแล้วตามขั้นตอนจะต้องมีความชัดเจนและข้อมูลที่สมบูรณ์ก่อนจะตั้งข้อกล่าวหาพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ซึ่งเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับในข้อหาสมคบกันฟอกเงิน ร่วมกันฟอกเงิน และร่วมกันรับของโจร หรือออกหมายเรียกก็ตาม ทั้งนี้ วัดพระธรรมกายขึ้นตรงต่อมหาเถรสมาคม (มส.) โดยก่อตั้งวัดมาแล้ว 45 ปี และได้สร้างคุณูปการต่อพระพุทธศาสนา แต่ว่าโลกธรรมนั้นมีอยู่ เกิดความไม่เข้าใจที่สมบูรณ์ จึงต้องการขอความเป็นธรรมให้กับทางวัดด้วย

“ทางวัดพร้อมจะมาให้ถ้อยคำต่างๆ อีกทั้ง หากคดีดังกล่าวมีความสมบรูณ์ทางอัยการก็คงไม่ส่งสำนวนกลับมาให้ดีเอสไอสอบเพิ่มเติม แต่เราก็ยินดีพร้อมเป็นตัวแทนที่จะให้ถ้อยคำต่างๆ ซึ่งขอฝากถึงพวกเราว่าน้ำหนักความน่าเชื่อถือของคนบางคนที่พูดไม่ตรงความจริง จึงอยากขอให้ความเป็นธรรมกับพวกเราด้วย ส่วนเอกสารที่นำมาประกอบการชี้แจงต่อพนักงานสอบสวนนั้น เนื่องจากอาตมาเป็นนักวิชาการทางพุทธศาสนาและปฏิบัติศาสนกิจทำหน้าที่พระธรรมทูตในต่างประเทศเกือบ 20 ปี ในขณะที่การทำหน้าที่บริหารวัดนั้นเคยทำอยู่ช่วงหนึ่ง เพราะส่วนใหญ่อยู่ต่างประเทศจึงต้องขอให้มีการพูดคุยกับพนักงานสอบสวนก่อน” พระสุธรรม กล่าว
พระสุธรรม ยังกล่าวถึงกรณีที่มีการเรียกนามของพระสงฆ์ที่ใกล้ชิดพระธัมมชโยว่า 5 เสือวัดพระธรรมกายว่าบางครั้งเราได้ยินได้ฟังใครพูดว่า 5 เสือเรายังเป็นพระไม่ใช่เสือ จึงอยากฝากว่าการใช้คำต่างๆ บางสิ่งบางอย่างเราอาจจะมองดูว่ามันเหมาะสมแค่ไหนกับสรรพนามหรือในสถานภาพ
ผู้สื่อข่าวถามว่า พระสุธรรมมีโอกาสได้พบพระธัมมชโยหรือไม่ พระสุธรรม กล่าวว่า เนื่องจากช่วงนี้ท่านมีปัญหาสุขภาพ จึงไม่อยากให้พวกเราติดเชื้อ ติดโรคต่างๆ จึงยังไม่มีโอกาสได้เจอท่าน

ด้าน นายเอกชัย กล่าวว่า การออกหมายเรียกพระ 5 รูป มาให้ปากคำเกี่ยวกับการจัดตั้งวัด การบริหารจัดการ และระเบียบข้อบังคับการจ่ายเงินของวัดพระธรรมกาย ซึ่งจะเป็นปมที่ชี้ถึงการสมคบกันฟอกเงิน ร่วมกันฟอกเงิน และร่วมกันรับของโจร ของพระธัมมชโยที่ถูกกล่าวหา จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจว่าทำไมจึงมีหมายเรียกพระสงฆ์ 5 รูปมาให้รายละเอียดที่เป็นสาระสำคัญ ทั้งที่จริงควรที่จะมีการออกหมายเรียกพระสงฆ์เหล่านี้มาให้ปากคำก่อนที่จะมีการตั้งข้อหาพระธัมมชโย ทำไมจึงดำเนินการเช่นนั้นก่อน และถึงจะมาออกหมายเรียกพระสงฆ์จำนวนดังกล่าวมาให้ข้อมูล อีกทั้ง ยังมีการเร่งรัด และดำเนินคดีอย่างมีอคติ นอกจากนี้ ตนขอชี้แจงด้วยว่าในหนังสือคำบอกกล่าวเรียกพระมาเป็นพยาน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 106/1(2) ระบุว่า จะต้องมีวันเวลา และสถานที่อย่างชัดเจน แต่ดีเอสไอกลับไม่ได้ระบุสถานที่นัดหมาย จึงถือว่าเอกสารนั้นไม่สมบูรณ์
“อยากขอความเป็นธรรมกับดีเอสไอคือการใช้กฎหมาย การบังคับตามกฎหมาย ที่ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองเรากล่าวเสมอว่าทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายและใช้กฎหมาย แต่ปรากฏว่าผู้บริหารบ้านเมืองฝ่ายปกครองนั้น ลืมไปว่าการใช้กฎหมายต้องปราศจากอคติ หรือต้องใช้โดยไม่มีอคติกับผู้ใด ถ้าใช้กฎหมายและมีอคติจะเกิดการวิวาทต่อเนื่องไม่หยุดหย่อน สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดในกระบวนการพิจารณาคดีในครั้งนี้ค่อนข้างที่จะไม่เป็นไปตามกระบวนการตามหลักสากลที่ว่าด้วยการพิจารณาคดีที่ปราศจากอคติ” นายเอกชัย กล่าว

