“ไสลเกษ” ปธ.ศาลฎีกา แถลง“ความยุติธรรม ไม่มีวันหยุด” โชว์ ผลงาน 5 ด้าน ก่อนหมดวาระ ศาลต้องได้รับการตรวจสอบ มีจุดเกาะเกี่ยวผู้แทนประชาชน ก.ต.-ก.บ.ศ. ต้องมีวาระ หนุนคลื่นลูกใหม่พัฒนา เตือนอย่าเป็นผู้พิพากษา 24 ชม.ลดช่องว่างกับปชช. หนุนป้องกันการให้ร้ายทางโซเชี่ยลฯบรรจุประมวลจริยธรรม
เมื่อเวลา 13.45 น. วันที่ 29 กันยายน ที่ห้องประชุมใหญ่ สำนักประธานศาลฎีกา สนามหลวง นายไสลเกษ วัฒนพันธุ์ ประธานศาลฎีกา แถลงผลการดำเนินงานตามนโยบายของประธานศาลฎีกาตลอด 1 ปี ที่ผ่านมา ก่อนเกษียณหมดวาระ ภายใต้ชื่องาน “ความยุติธรรม ไม่มีวันหยุด” พร้อมถ่ายทอดผ่านระบบการประชุมทางไกลผ่านจอภาพไปยังศาลยุติธรรมทั่วประเทศ
นายไสลเกษ ได้แถลงผลการดำเนินงานตามนโยบาย 5 ด้าน ดังนี้ 1.ยกระดับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของผู้ต้องหาและจำเลย โดยคำนึงถึงเหยื่ออาชญากรรม และความสงบสุขของสังคม ได้แก่ การพัฒนาระบบการปล่อยชั่วคราว โดยการให้มีการพิจารณาคำร้องขอปล่อยชั่วคราวในวันหยุด การออกคำแนะนำในเรื่องการขยายโอกาสในการปล่อยชั่วคราว การพัฒนาแบบคำร้องใบเดียวที่ไม่ต้องเสนอหลักประกันมาพร้อมกับคำร้อง การออกคำแนะนำเกี่ยวกับแนวทางในการปล่อยชั่วคราวในระหว่างสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ตลอดจนการส่งเสริมการใช้มาตรการทางเลือก เพื่อลดการคุมขังที่ไม่จำเป็น เช่น การรอการกำหนดโทษ และการทำงานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์แทนค่าปรับ
มีการพิจารณาคำร้องขอปล่อยชั่วคราวในวันหยุดมากถึง 10,346 เรื่อง แบ่งเป็นคำร้องที่ศาลมีคำสั่งอนุญาต 8,312 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 80.3 ของคำร้องที่ประชาชนยื่นในวันหยุดราชการ นอกจากนี้ ศาลอนุญาตให้จำเลยทำงานบริการสังคมแทนค่าปรับฯ จำนวน 10,482 คน คิดเป็นวันทำงาน 243,219 วัน เป็นการทำงานแทนค่าปรับ 121,609,500 บาท ซึ่งจำเลยไม่มีความสามารถทางเศรษฐกิจเพียงพอที่จะจ่ายค่าปรับได้ จึงส่งผลให้เกิดการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพและช่วยลดการคุมขังที่ไม่จำเป็นอย่างเป็นรูปธรรม
2.ยกระดับมาตรฐานการพิจารณาพิพากษาคดี เพื่อให้ความยุติธรรมเป็นที่ประจักษ์ มุ่งเน้นการพัฒนาแบบประเมินตนเองฉบับศาลยุติธรรมไทย ตามแนวคิดของกรอบสากลเพื่อความเป็นเลิศทางการศาล (International Framework for Court Excellence) ของสมาคมระหว่างประเทศเพื่อความเป็นเลิศทางการศาล โดยทำการศึกษาแบบประเมินดังกล่าว และนำมาทดลองใช้ในศาลต้นแบบ ได้แก่ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ศาลภาษีอากรกลาง และศาลจังหวัดสมุทรปราการ จนกระทั่งมีการจัดทำ “แบบประเมินตนเองฉบับศาลยุติธรรม” (Self- Assessment: Court of Justice’s Thailand Version) ซึ่งมีการกำหนดรูปแบบและเนื้อหาการประเมินให้เหมาะสมกับบริบทของศาลยุติธรรมไทย เพื่อให้ศาลทั่วประเทศเริ่มใช้ในปีงบประมาณถัดไป โดยแต่ละศาลจะต้องประเมินตนเองปีละ 2 ครั้ง เพื่อวางแผนการพัฒนาและบริหารของศาลตนในอนาคต โดยมุ่งเน้นสู่ความเป็นเลิศทางการศาลในระดับสากลต่อไป
3.นำเทคโนโลยีมาสนับสนุนการอำนวยความยุติธรรม การพิจารณาพิพากษาคดี และการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยคำนึงถึงช่องทางอื่นที่สะดวกและประหยัดสำหรับประชาชนที่ยังไม่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีได้ ได้แก่ การส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีในการช่วยสนับสนุนการพิจารณาคดีของศาล ทั้งในเรื่องการยื่น ส่ง และรับคำคู่ความ การติดต่อกับประชาชน การให้ความรู้แก่ประชาชน และแจ้งสิทธิต่าง ๆ ให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยที่ถูกคุมขังทราบ
ทั้งนี้ ประธานศาลฎีกาได้ออกระเบียบราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม ว่าด้วยการอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลฎีกาในคดีอาญาที่ศาลฎีกา โดยจัดให้มีการถ่ายทอดภาพและเสียงในลักษณะการประชุมทางจอภาพ พ.ศ.2563 และออกข้อกำหนดของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2563 เพื่อส่งเสริมการนำเทคโนโลยีมาสนับสนุนการอำนวยความยุติธรรมให้มากขึ้น
โดยมีสถิติการยื่นฟ้องคดีออนไลน์ ผ่านระบบ e-filing ของศาลยุติธรรมมากถึง 198,661 คดี ในช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนกันยายนที่ผ่านมา โดยอัตราการฟ้องคดีผ่านระบบออนไลน์ดังกล่าวสูงมากถึง ร้อยละ 250 ในช่วงเดือนเมษายน 2563 ซึ่งเป็นช่วงสถานการณ์การการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกเดือน

4.เสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบการบริหารงานบุคคลด้วยการสร้างสมดุลระหว่างจริยธรรมและระบบอาวุโส และความรู้ความสามารถ เน้นย้ำให้บุคลากรศาลยุติธรรมทุกคนตระหนักถึงการทำหน้าที่ในฐานะผู้ให้บริการแก่ประชาชน และมีการดูแลบุคลากรให้ทำหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการสร้างระบบการตรวจสุขภาพร่างกายและจิตใจของผู้พิพากษาทุก 5 ปี
ในส่วนของการพัฒนาความรู้ความสามารถและทักษะของบุคลากร นอกเหนือจากหลักสูตรประจำของสถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรมซึ่งจัดขึ้นกว่า 50 หลักสูตร โดยมีบุคลากรที่เข้ารับการอบรม 6,382 คน ทั่วประเทศ ในปีงบประมาณที่ผ่านมาแล้ว มีการใช้วิธีการจัดฝึกอบรมผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ด้วยหัวข้อวิชาที่หลากหลายในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เพื่อส่งเสริมความรู้ในสหวิชาการของบุคลากรให้กว้างขวางมากยิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง
5.สนับสนุนบทบาทของศาลในการบังคับใช้กฎหมายที่ส่งเสริมรักษาสิ่งแวดล้อม และที่ไม่ก่อภาระหรือเป็นผลร้ายต่อประชาชนและสังคม มีการกำหนดแนวปฏิบัติในการบริหารจัดการศาลยุติธรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ภายใต้โครงการ “Green Court ศาลยุติธรรมยุคใหม่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม” โดยจัดทำทะเบียนต้นไม้ในเขตพื้นที่ศาลทั่วประเทศ จำนวน 9,664 ต้น และปลูกป่าหรือต้นไม้เพิ่มเติมในเขตพื้นที่ศาลยุติธรรมทั่วประเทศ จำนวน 5,106 ต้น รวมเป็นจำนวนทั้งหมด 14,770 ต้น ซึ่งจะมีแผนการดูแลรักษาต้นไม้และปลูกป่าเพิ่มเติมต่อไป นอกจากนี้ยังได้มีการแต่งตั้งคณะทำงานฯ เพื่อแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการบริหารจัดการคดีสิ่งแวดล้อมและร่างพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งแนวทางในการรักษาสิ่งแวดล้อมของประเทศต่อฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติต่อไป
อีกทั้งมีการออกระเบียบของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเพื่อกำหนดแนวทางในการพิจารณากฎหมายที่หมดความจำเป็น หรือไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์ หรือเป็นอุปสรรคต่อการดำรงชีวิตหรือการประกอบอาชีพ พร้อมทั้งเตรียมการให้บุคลากรมีความรู้ความเข้าใจในบทบาทภายใต้ระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องในการช่วยแก้ปัญหากฎหมายมากเกินความจำเป็นของประเทศต่อไป
นายไสลเกษ กล่าวช่วงท้ายด้วยความห่วงใยถึงอนาคตของศาล โดยเตือนศาลอย่าประมาท หลายคำถามที่มาสู่ศาลจะทำอะไรได้บ้าง ศาลต้องได้รับการตรวจสอบ เราต้องมีจุดเกาะเกี่ยวกับผู้แทนของประชาชน เพื่อลดข้อครหาศาลตรวจสอบไม่ได้ รวมถึงระบบคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) คณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม (ก.บ.ศ.) ควรถ่วงดุลกันระหว่างตำแหน่งที่มาจากการเลือกตั้งและที่มาโดยตำแหน่ง และควรมีวาระที่แน่นอนชัดเจน ผู้พิพากษาควรมีการเปลี่ยนถ่ายเลือดโดยธรรมชาติ ถึงวาระต้องพัก ให้ท่านอื่นเข้ามา ลดการสร้างบารมีต่อเนื่อง ผู้พิพากษาทุกคนมีความรู้ความสามารถแทนกันได้ คลื่นลูกใหม่ไล่ลูกหลัง คือคลื่นพัฒนา เราไม่พ้นการตรวจสอบข้างนอก ต้องตรวจสอบปรับปรุงตัวเราเองก่อน
ประธานศาลฎีกา ยังกล่าวทิ้งท้ายว่า เราหนีไม่พ้นโซเชียลมีเดีย ต้องสร้างสรรค์เพื่อประโยชน์ส่วนรวม ถึงเวลาบรรจุเรื่องการใช้โซเชียลมีเดียอย่างมีจริยธรรม ในประมวลจริยธรรมผู้พิพากษา ให้ใช้ด้วยความระมัดระวัง ให้เกียรติกัน เคารพผู้อาวุโส สร้างสรรค์ ไม่ทำลาย ไม่ให้ร้ายกัน ตนพูดจากความรู้สึกอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงและพัฒนา เราเป็นผู้บังคับใช้กฎหมาย เป็นตัวแทนอำนาจอธิปไตย แต่ขณะเดียวกันก็เป็นส่วนราชการที่ให้บริการประชาชน อย่าเป็นผู้ยิ่งใหญ่ตลอดเวลา อยู่บนบัลลังก์บังคับใช้กฎหมาย ลงจากบัลลังก์เป็นเจ้าหน้าที่รัฐให้บริการประชาชน อย่าเป็นผู้พิพากษา 24 ชั่วโมง จะลดช่องว่างกับประชาชนได้

