เริ่มต้น 1 ตุลาคม ข้าราชการผลัดใบใหม่
ก่อนหน้านั้น 1 วัน ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีพิธีส่งมอบตำแหน่งพล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. คนที่ 11 ให้ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. คนที่ 12 ซึ่งต่างเป็นนรต.รุ่น 36
ในงานมีการแจกหนังสือ“ในความทรงจำ In Memories”ของพล.ต.อ.จักรทิพย์ ให้เป็นที่ระลึก การเกษียณตำแหน่งผบ.ตร. และนายกสมาคมแม่บ้าน พ.ศ.2558-2563 ชื่อหนังสือ
จึงน่าสนใจยิ่งนัก เพราะ“บิ๊กแป๊ะ”นั่งเก้าอี้ ผบ.ตร.เกินกึ่งทศวรรษ สะท้อนให้เห็นถึงวิธีการทำงาน วิธีการปฏิบัติตน ที่ฟันฝ่ามรสุมได้ตลอดรอดฝั่งผงาดยืนอยู่บนตำแหน่งผู้นำองค์กรสีกากีได้จนวันสุดท้ายของชีวิตราชการ
ได้พลิกหนังสือบางหน้าหยิบบางช่วงบางตอนมาเผยแพร่

ท่านได้วางแผนชีวิตการทำงานเอาไว้หรือไม่ว่าต้องเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
-ผมไม่ได้วางแผนและไม่เคยคาดหวัง ไม่เคยคิดว่าจะได้เป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเลย ซึ่งผมเชื่อว่านักเรียนนายร้อยตำรวจทุกคนที่เพิ่งเรียนจบมาใหม่ๆ ไม่มีใครคิดถึงเรื่องยศ เรื่องตำแหน่งหรอก เพราะหนทางยังอีกยาวไกล กำลังพลตำรวจทั่วประเทศ มีกว่า 2.1 แสนคน มีนายตำรวจชั้นสัญญาบัตรประมาณ 7-8 หมื่นกว่าคน ผมเชื่อว่ายากที่ใครจะวางแผนเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) ไว้ล่วงหน้า
สำหรับช่วงแรก ร้อยตำรวจตรีถึงพันตำรวจโท ทุกคนขอแค่อยู่โรงพักดีๆ ที่มีชื่อเสียงก็พอแล้ว อย่างผมเรียนจบมาก็ฝึกงานที่ สน.สำเหร่ ก่อนจะได้บรรจุที่ สภ.เมืองบุรีรัมย์ ยังไม่ได้คิดอะไรหรอก ขอเพียงแค่ประคองตัวไม่ให้ถูกตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัย ขณะเดียวกันก็เรียนรู้แบบครูพักลักจำจากรุ่นพี่ที่คิดว่าเป็นแบบอย่างได้ หรือไม่อย่างนั้น เมื่อเรียนจบมาเป็นนายตำรวจแล้ว บางคนก็ไปเรียนต่อเพื่อความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ผมเองทำงานได้สองปี ก็ไปเรียนต่อปริญญาโท สขาบริหารรัฐกิจ ที่ KentuckyState University ประเทศสหรัฐอเมริกา กลับมาก็ไปอยู่ที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 เป็นรองสารวัตรอยู่สัก 6-7ปี เริ่มจากรองสารวัตรแผนกนโยบายและแผน หลังจากนั้นก็ย้ายไปอยู่ที่แผนก 3 กองกำกับการสืบสวน นครบาลเหนือ กองบัญชาการตำรวจนครบาล ขณะนั้นติดยศร้อยตำรวจเอก ถึงเวลาได้เลื่อนเป็นสารวัตรแผนก 2 กองกำกับการ 1 กองปราบปรามสามยอด ในสมัยนั้นด้วยยศร้อยตำรวจเอก และเป็นสารวัตรแผนกสายตรวจรถยนต์และรถจักรยานยนต์(191) ในรุ่นผมมี 300 กว่าคน ที่เป็นสารวัตรรุ่นแรกของรุ่น มีประมาณ 20 คน ผมก็อยู่ในกลุ่มนั้น หลังจากนั้นได้ย้ายไปเป็นสารวัตรแผนกตรวจพิสูจน์ กองกำกับการสุนัขตำรวจ หรือที่เรียกกันว่า “กองกำกับการหมา” [โดนพิษการเมืองครั้งที่ 1)
จากสารวัตร ผมได้เลื่อนขึ้นเป็นรองผู้กำกับการ 1กองปราบปราม สามยอด พร้อมเพื่อนร่วมรุ่นไม่กี่คน ก่อนจะเติบโตในสายมือปราบเรื่อยมา เริ่มจากรองผู้กำกับการ ที่กองปราบปราม ก่อนจะได้มาเป็นนายเวรอธิบดีกรมตำรวจ (พล.ต.อ.พจน์ บุณยะจินดา)เทียบเท่าตำแหน่งพันตำรวจเอก ซึ่งผมได้รับการแต่งตั้งเป็นคนแรกๆ ของรุ่น มีไม่กิน 5-6 คน ตอนนี้ผมเริ่มจะมองเห็นว่าความก้าวหน้าเริ่มห่างจากเพื่อนคนอื่นๆ ในรุ่นแล้ว
จากนั้นผมก็โดนย้ายเข้ากรุ (โดนพิษการเมืองครั้งที่ 2) มาเป็นผู้กำกับการกองวิชาการ (ฝ่ายกฎหมาย) แล้วก็ถูกย้ายไปที่กองบประมาณ (โดนพิษการเมืองครั้งที่ 3) ก่อนจะมาเป็นผู้กำกับการชุดตรวจงานป้องกันปราบปราม ส่วนตรวจราชการ 3 สำนักงานจเรตำรวจ (โดนพิษการเมืองครั้งที่ 4)โดยสรุปในช่วงพันตำรวจเอกผมโดนย้ายทุกปีไม่เคยประจำการที่สถานีตำรวจ หรือหน่วยปฏิบัติหลักอื่นๆไม่เคยได้ไปทำงานในตำแหน่งที่มี ความถนัดที่ตรงกับประสบการณ์ความรู้ ความสามารถของผมเลย ทำงนอยู่แต่ส่วนกลาง แต่ผมก็ไม่เคยร้องเรียนฟ้องร้อง หรือท้อแท้ และไม่เคยปริปากบ่น
แต่กลับตั้งใจทำงานในตำแหน่งที่ได้รับการแต่งตั้ง ในช่วงนั้นยิ่งไม่คิดเข้าไปใหญ่ว่าจะได้มาเป็น ผบ.ตร. ในปัจจุบัน เพราะไม่ได้อยู่บนเส้นทางที่ใช่ จนกระทั่งได้ขึ้นเป็นรองผู้บังคับการตำรวจภูธร จังหวัดสมุทรสงคราม ตอนนั้นก็ยังถือว่าตำแหน่งนำรุ่นอยู่ จากจังหวัดสมุทรสงคราม ย้ายเป็น รองผู้บังคับการ กองตำรวจน้ำและรองผู้บังคับการ กองปราบปราม ซึ่งในช่วงนี้เกิดเหตุการณ์ปล้นปืนที่ค่ายปิเหล็ง จังหวัดนราธิวาส ผมได้รับมอบหมายให้ไปทำงานที่จังหวัดชายแดน ภาคใต้ ในช่วงปี 2547 ถึงปี 2548 และหลังจากที่เป็นรองผู้บังคับการ จนครบ 5 ปี ถึงได้เป็นนายพลในตำแหน่งผู้บังคับการตรวจคนเข้าเมือง 2(ชื่อเดิมคือกองตรวจคนเข้าเมืองท่าอากาศยานแห่งชาติ)
ในช่วงนี้ จะยิ่งเห็นความก้าวหน้าทางตำแหน่งระหว่างเรากับเพื่อนร่วมรุ่นได้อย่างชัดเจน รวมไปถึงรุ่นพี่ๆ ด้วย ซึ่งตำแหน่งเราสามารถตามทันรุ่นพี่ได้สำหรับผมในขณะนั้นถือว่าก้าวหน้าค่อนข้างเร็ว ผมติดยศ พลตำรวจตรี ในสมัย พล.ต.อ. โกวิท วัฒนะดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร. ต่อมาในปี 2548 ก็ได้มาเป็นผู้บังคับการกองตรวจคนเข้าเมือง ท่าอากาศยานแห่งชาติ ก่อนที่จะย้ายกลับไปเป็นผู้บังคับการตำรวจปฏิบัติการพิเศษ ที่เรียกกันว่า ผู้การ 191 และขึ้นเป็นรองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ในเวลาต่อมา ซึ่งเป็นช่วงที่ผมได้ฉายา “สุภาพบุรุษแก็สน้ำตา” จากเหตุการณ์ชุมนุมของกลุ่มพันธมิตร ปี 2551

หลังจากเป็นรองผู้บัญชาการได้ 1 ปีเศษๆ ก็ขึ้นเป็นผู้บัญชาการ ติดยศพลตำรวจโท ปีแรกเป็นผู้บัญชาการประจำ สำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ทำหน้าที่ประสานงานสำนักนายกรัฐมนตรีและกระทรวงมหาดไทย) มาถึงช่วงพล ตำรวจตรี ถึงพลตำรวจเอกนี้ตำแหน่งของผมเริ่มห่างจากเพื่อนมากแล้ว เริ่มรู้แล้วว่าข้างหน้าเรามีใครบ้าง ข้างหลังเรามีใคร บ้าง แต่ผมก็ไม่ได้คิดนะว่าจะต้องเป็นนู่นเป็นนี่ เพียงแต่ผมเชื่อว่าใครมาถึงตรงนั้น ในเวลานั้นก็ต้องคิดทุกคน
ปีถัดมาผมได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ปฏิบัติงานในตำแหน่งนี้ได้เพียงหนึ่งปี ก็ถูกย้าย ไปเป็น ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 (โดนพิษการเมืองครั้งที่ 5) ก่อนจะกลับมาเป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และก็กลับมารักษาการในตำแหน่ง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ด้วยอีกหน้าที่หนึ่ง ตอนนั้นเริ่มรู้แล้วว่า เราอยู่ในเส้นทางที่ พอจะมีโอกาสขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ แต่ก็ไม่ได้คิดอะไร จากนั้นเป็น ผู้ช่วย ผบตร.และขึ้นเป็น รอง ผบ.ตร. ในปี 2557 พอขึ้นตำแหน่งนี้ปุ๊บ ก็รู้แล้วว่าใครบ้างที่จะมีสิทธิได้ขึ้นเป็น ผบ.ตร.เพราะเหลือกันอยู่ 5 คน และรอง ผบ.ตร. ทุกคนมีสิทธิได้รับการแต่งตั้งเป็น ผบ.ตร. ได้เท่าเทียมกันหมด
ผมถึงได้บอกว่า ชีวิตตำรวจต้องแบ่งเป็นช่วงๆ ช่วงทำงานใหม่ๆ ส่วนใหญ่ยังไม่มีใครคิดเรื่องตำแหน่งหรอก การเดินทางอีกยาวไกล ปัญหาอุปสรรคระหว่าง ทางมีเยอะมาก แต่พอเหลือแค่ 5 คน มันถึงเวลาต้องคิดแล้ว ตอนนั้นผมอาวุโสน้อยที่สุด แต่พอมีจังหวะช่วงนั้น มีการเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์การแต่งตั้งโดยไม่ได้ยึดหลักอาวุโสอย่างเดียว แต่จะเลือกจากผู้ติดยศพลตำรวจเอก และพิจารณาจากองค์ประกอบอื่นๆ ที่สำคัญอีกหลายประการประกอบกันด้วย

ทำงานกับท่านยากไหม
-ไม่ยากเลย ถ้าฟังผม การทำงานต้องมีถามมีตอบนะ ไม่ใช่มอบหมายงานไปแล้ว อีก 3 วันยังไม่ตอบผมเลย อย่างนี้ไม่ได้ ติดตรงไหน มาบอก ผมชอบอย่างนั้นต้องกลับไปดูว่าคุณทุ่มเท หรือเปล่า ตอนผมเป็นร้อยตำรวจตรี ร้อยตำรวจโท นายเรียกให้สแตนด์บายรอขับรถตอนตีสาม เช้าแค่ไหนก็ต้องตื่น ผมเอาตัวผมเองเป็นมาตรฐาน ผมจะสอนน้องๆ เสมอ พี่เป็นยังไงก็อยากให้น้องเป็นเหมือนกัน วันหนึ่งข้างหน้าจะได้ประสบความสำเร็จ
ตำแหน่ง ผบ.ตร. ให้อะไรบ้างกับชีวิต และทนได้เรียนรู้อะไรบ้างจากการ ทำงานในตำแหน่งนี้ ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา
-ทำให้ผมได้มีประสบการณ์ในการเป็นผู้นำสูงสุดขององค์กรที่มีกำลังพลสองแสนกว่าคน งบประมาณกว่าหนึ่งแสนสองหมื่นล้านบาท ซึ่งในสมัยผมก็ไม่เคยมีปัญหานะ องค์กรตำรวจเป็นองค์กรขนาดใหญ่ แต่ละหน่วยเสนอความต้องการ เช่น ยานพาหนะ วัสดุอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ที่จำเป็นต่างๆ ผมก็พยายามสร้างสมดุล ตอบสนองต่อความต้องการตามหลักการ เหตุผลและความจำเป็นของแต่ละหน่วยให้ได้มี
สิ่งใดบ้างที่ทนภาคภูมิใจในการทำงานให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
-ผมภาคภูมิใจที่ได้มีโอกาสช่วยเหลือบำบัดทุกข์บำรุงสุข แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนต่างๆ ให้กับพี่น้องประชาชน และทำให้ประชาชนมีความเชื่อมั่นในองค์ตำรวจมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ภาคภูมิใจที่ได้ทำงานกับที่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ ในคดีสำคัญต่างๆ ที่เกิดขึ้น แล้วทำให้คดีนั้นประสบความสำเร็จ สามารถคลี่คลายคดีสืบสวนติดตามจับกุมคนร้าย นำตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมดำเนินคดีตามกฎหมายได้ เพราะทุกคดี ผมไม่สามารถทำคนเดียวได้ แต่เป็นความสำเร็จร่วมกันของทีมงานทุกคน

สำหรับภริยา ดร.บุษบา ในฐานะนายกสมาคมแม่บนตำรวจ ซึ่งถือเป็นหลังบ้าน เข้ามาสนับสนุนการทำงานของท่านผบ.ตร. อย่างไร ในแง่ไหน แบ่งบทบาทกันอย่างไร
-อาจารย์จุ๋ม(ดร.บุษบา)เปรียบเสมือนคู่ทุกข์คู่ยาก เป็นคนอดทน สมถะ ดูแลบ้าน ดูแลครอบครัวเป็นอย่างดีคอยให้กำลังใจ แบ่งเบาภาระ ทำให้ผมทำงานแบบไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง การเป็นตำรวจ ครอบครัวมีส่วนสำคัญอย่างมาก ถ้าได้คู่ครองที่ดี ก็จะทำงานได้อย่างราบรื่น ผมโชคดีที่ภรรยาไม่เข้ามาก้าวก่ายหรือแทรกแซงในการทำงานเลย

ท่านวางแผนชีวิตหลังเกษียณไว้อย่างไรบ้าง
-ผมตั้งใจอยากจะบวชสักระยะหนึ่ง หลังจากนั้น คงใช้เวลาอยู่กับครอบครัว เดินทางท่องเที่ยวกับภรรยาและลูกๆ
ฝากข้อคิดในการทำงานและการใช้ชีวิตให้กับคนรุ่นหลัง
-อุดมคติตำรวจ 9 ประการ สื่อความหมายได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ในทุกด้าน ขอให้ยึดถืออุดมคติตำรวจทั้ง 9 ประการ เป็นแนวทางในการปฏิบัติงาน แล้วจะประสบความสำเร็จตามที่คาดหวังไว้เอง

สำหรับคมความคิดของ”บิ๊กแป๊ะ” อาทิ
“สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นหลักประกัน ความยุติธรรม และความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สินของประชาชน ที่มีมาตรฐานสากล”
“ผู้บังคับบัญชาต้องทำตัวเป็นปุ๋ย ไม่ใช่ยาฆ่าแมลง ไปตรงไหน จะเจริญงอกงาม ไม่ใช่ไปที่ไหนที่นั่นตาย”
“ผมเป็นนักรับบี้เมื่อลงเล่นก็เล่นเต็มที่ เจ็บก็ออกมา หมดเวลาก็กลับบ้าน ไม่รู้หมดเวลาเมื่อไร อาจจะปี หรือสองปี ไม่ยึดติด”
“ตำแหน่งเป็นช่วงเวลาของการทำงาน ตำนานคือช่วงเวลาที่ผู้คนจดจำ”


