หมอเกียรติภูมิ นั่งเก้าอี้ปลัด สธ.วันแรก เดินหน้า 5 นโยบายเร่งด่วน
วันนี้ (1 ตุลาคม 2563) นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เข้าปฏิบัติงานในตำแหน่งปลัด สธ.เป็นวันแรก โดยภายหลังพบปะคณะผู้บริหาร สธ.ได้เปิดแถลงถึงนโยบายการทำงานในช่วง 2 ปีนับจากนี้

นพ.เกียรติภูมิ กล่าวว่า ในวันนี้ตนพร้อมด้วยรองปลัด สธ. 4 คน ซึ่งมี 2 คน เป็นว่าที่รองปลัดคนใหม่ คือ นพ.สุระ วิเศษศักดิ์ ดูแลด้านบริหาร และ นพ.ธงชัย กีรติหัตถยากร ดูแลกลุ่มภารกิจด้านสนับสนุนงานบริการสุขภาพ เชื่อมั่นว่าทั้งสองคนจะทำงานสอดประสานกันดีกับ 2 รองปลัด สธ.คนเดิมได้
“ส่วนผมเคยปฏิบัติงานในตำแหน่งรองปลัด สธ. ด้านกฎหมาย ผู้ตรวจราชการเขตสุขภาพ 2 เขต อธิบดีกรมแพทย์แผนไทยและการแพทย์ประยุกต์ และล่าสุดคือ อธิบดีกรมสุขภาพจิต” ปลัด สธ.กล่าว
นพ.เกียรติภูมิ กล่าวว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมตรี และรัฐมนตรีว่าการ สธ.ไว้วางใจว่าตนจะสามารถขับเคลื่อนนโยบายที่ได้รับมอบหมายให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชน และประชาคมชาวสาธารณสุขมากที่สุด โดยในวันที่ 5 ตุลาคมนี้ จะประชุมทางไกล มอบนโยบาย 9 ข้อ ให้กับบุคลากร สธ.ในส่วนภูมิภาคด้วย
นพ.เกียรติภูมิ กล่าวถึงนโยบาย 9 ข้อ ว่า มี 5 ข้อที่เป็นนโยบายเร่งด่วน ได้แก่ 1.สร้างความมั่นใจ ในการต่อสู้กับการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ในระลอกถัดไป ซึ่งได้มอบหมายให้ นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ว่าที่อธิบดีกรมควบคุมโรค จัดทำฉากทัศน์ของการระบาดในระลอกที่ 2 เพื่อให้ประชาชนเห็นภาพที่จะเกิดขึ้น อย่างเช่นในระลอกแรกที่มีฉากทัศน์ว่า หากประเทศไทยใช้มาตรการควบคุมอย่างเข้มข้น จะพบผู้ป่วยมากถึง 3 แสนราย แต่ปัจจุบันพบว่ามีเพียง 3,000 กว่ารายเท่านั้น
“การระบาดระลอกที่ 2 ไม่น่าจะมีปิดบ้านปิดเมือง เพราะมีมาตรการสังคมที่เราร่วมปฏิบัติอยู่แล้ว อย่างไม่ย่อหย่อน ซึ่งหากอยู่ราวร้อยละ 80 ก็พอจะป้องกันได้ คงไม่เกิดการระบาดแบบมุมกว้าง ส่วนเรื่องวัคซีนป้องกันโควิด-19 ในปีแรกที่มีวัคซีนเกิดขึ้น เราจะจัดหาไว้สำหรับร้อยละ 50 ของจำนวนประชากร ซึ่งที่ปรึกษาก็คุยกันว่าวัคซีนหากสำเร็จแล้ว จะล้นตลาด เพราะมีหลายโรงงานผลิต ถ้าสำเร็จก็จะสำเร็จพร้อมๆ กัน อย่างไรก็ตาม ขอให้ประชาชนทุกคนยังสวมหน้ากากอนามัยป้องกันเสมอ และขอให้ชาวสาธารณสุขกว่า 4 แสนคนเป็นตัวอย่างให้ประชาชน 100%” ปลัด สธ. กล่าว
นพ.เกียรติภูมิ กล่าวว่า ในฐานะที่เคยทำงานกรมสุขภาพจิต มีคาถา DMH คือ D: Distancing เว้นระยะห่าง M: Mask สวมหน้ากากอนามัย และ H: Hand washing ล้างมือ และขอยืนยันว่าเรามีความพร้อมทั้งเวชภัณฑ์และอื่นๆ รองรับผู้ป่วยได้จำนวนหนึ่ง โดยมอบให้ นพ.โอภาส และทีมทำงานแถลงฉากทัศน์และสื่อสารกับประชาชนว่าสาธารณสุขจะรองรับผู้ป่วยได้กี่รายต่อวัน และหากพบการระบาดจะสามารถควบคุมได้ภายในกี่วัน เพื่อให้เกิดความมั่นใจ
นพ.เกียรติภูมิ กล่าวว่า 2.เศรษฐกิจสุขภาพ ในรูปแบบ Service Hub ซึ่งรัฐมนตรีว่าการ สธ. อยากให้กระทรวงมีส่วนสร้างเศรษฐกิจให้ประเทศ จึงนำการทำงานของกรมสนับสนุนบริการและสุขภาพ (สบส.) มากระตุ้นและขับเคลื่อนแนวทาง เช่น สปาเพื่อการรักษา ผลิตภัณฑ์ เครื่องสำอาง อาหาร สมุนไพร กัญชา-กัญชง เพื่อสร้างมูลค่าให้ประเทศ 3.ระบบสุขภาพ เน้นเรื่อง Sharing Care เพื่อการส่งเสริมป้องกันดูแลสุขภาพ คุณภาพการบริการ และเน้นส่วนเชื่อมต่อบริการปฐมภูมิ เนื่องจากโรงพยาบาลขนาดเล็กและกลาง มีปัญหาโครงสร้างที่ยังไม่ดี จึงต้องดูแลเพื่อให้ข้อต่อเชื่อมกันดีขึ้น
“เราพยายามตอบสนองนโยบายการกระจายอำนาจ คือ ลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชน ด้วยการใช้สิทธิ 30 บาท เจ็บป่วยรักษาได้ทุกที่ เพื่อเป็นการลดอำนาจ สธ. กับ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และเพิ่มอำนาจให้ประชาชน เบื้องต้นจะทำแซนด์บ็อกซ์ 1 เขตสุขภาพ คือ กรุงเทพมหานคร ให้ผู้บริการมีความยืดหยุ่น และเพื่อให้เกิดการบริหารบุคคลและทรัพยากร” นพ.เกียรติภูมิ กล่าว
นพ.เกียรติภูมิ กล่าวว่า 4.ระบบบริการก้าวหน้า ยกระดับสู่ Innovative Healthcare Management ที่จะต้องเน้นย้ำเรื่องการดูแลสุขภาพ (Healthcare) มากกว่าการรักษาสุขภาพ (Sickcare) เพื่อให้เป็นปีของสุขภาพ เป็นผลจากการที่เราไปดูแลเขาให้มีสุขภาพที่ดี พลิกโฉมเขตสุขภาพ เปลี่ยนจากตั้งรับเป็นเชิงรุก ซึ่งจะดำเนินการในอย่างน้อย 1-3 เขต ที่มีความพร้อม มีศักยภาพ และ 5.บริหารด้วยหลักธรรมาภิบาล เพราะในกระทรวงมีคนมากและมีความซับซ้อน จึงอยากเน้นย้ำการพัฒนาบุคลากร ให้มีความต่อเนื่อง ด้วยการสร้างคนรุ่นใหม่ หรือ อัศวิน สธ. ขับเคลื่อนค่านิยมการขับ “รัก สามัคคี มีวินัย ใฝ่ใจสาธารณสุข”
“เราจะต้องขับเคลื่อนค่านิยม รัก สามัคคี มีวินัย ด้วยการใช้จุดดีของทุกหน่วยมาร่วมกันสร้างความเข้มแข็งให้กระทรวง ผมจะลงพื้นที่ให้เกิดการเชื่อมโยงทุกมิติ และเพื่อลดระยะห่างในหน่วยงาน พร้อมส่งเสริมวินัยภายในตน วินัยต่อเพื่อนร่วมงาน วินัยต่อผู้บังคับบัญชา หากเราทำได้ก็จะเกิดเป็นพลังให้กับเรา เพื่อให้เราไปดูแลสาธารณสุขของประชาชน ให้เกิดความสุขที่เกิดจากการได้ดูแลผู้อื่น” ปลัด สธ.กล่าว

