ปรับแผนปฏิรูปสาธารณสุข แก้ พ.ร.บ.โรคติดต่อ ลดงบรักษาเหลือ 35%

2.10.20 | 13:02 น.
ปรับแผนปฏิรูปสาธารณสุข จ่อแก้ พ.ร.บ.โรคติดต่อ ลดงบรักษาเหลือ 35% เน้นป้องกัน 50%

วันนี้ (2 ตุลาคม 2563) ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ สธ.พร้อมด้วย ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.อุดม คชินทร ประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข (คปสธ.) ประชุมหารือขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข

นายอนุทิน กล่าวว่า ในการดำเนินงานของ สธ.กับ คปสธ. เน้นความโปร่งใส ชัดเจน เปิดเผย โดยจะนำจุดแข็งของระบบสาธารณสุข ผลักดันให้เกิดความก้าวหน้าในการบริการและการจัดสรรงบประมาณเพื่อดูแลประชาชน การจัดสรรงบให้เหมาะสมต่อการพัฒนาวิจัยด้านสาธารณสุข สร้างความมั่นใจ และความมั่นคงให้กับระบบสาธารณสุข

“ยุคของการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 เราจะใช้วิกฤตเป็นโอกาส ให้ประเทศไทยเติบโต มีระบบสุขภาพพื้นฐานที่ดี ที่เป็นปัจจัยนำไปสู่ความก้าวหน้า มีประสิทธิภาพในการดำรงชีพ สังคมเป็นสุข มีคุณภาพชีวิตที่ดี เพื่อให้ประเทศก้าวหน้าต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง” นายอนุทิน กล่าว

นายอนุทิน กล่าวว่า ยืนยันว่า สธ.จะให้ความร่วมมือกับ คปสธ.อย่างเต็มที่ เพื่อให้เกิดประโยชน์กับประชาชนกับประเทศชาติอย่างมากที่สุดต่อไป

Advertisement

ด้าน ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.อุดม กล่าวว่า จากที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ปรับแผนคณะกรรมการปฏิรูปประเทศไทยทั้ง 13 ชุด และตนเป็นประธานคณะกรรมการปฏิรูปด้านสาธารณสุข จะทบทวนแผนปฏิรูปของชุดเดิม 4 ด้าน ใน 10 ประเด็น เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเป็นรูปธรรม เกิดประโยชน์ต่อประชาชนมากที่สุด การต่อยอดจัดเป็น 5 กิจกรรมปฏิรูป ได้แก่ กิจกรรม 1 การจัดการภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุข โดยเฉพาะโรคระบาด อย่างในปัจจุบันที่มีบทเรียนของโควิด-19 ต้องหาจุดบกพร่องเพื่อแก้ไขปัญหา จะเห็นได้ว่าพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โรคติดต่อ เป็นกฎหมายที่บังคับใช้ไม่ได้ในทุกกระทรวง จึงต้องใช้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ฉุกเฉิน มาใช้ควบคู่กันไป ดังนั้นจึงจะปรับแก้กฎหมายรายมาตรา แบบบูรณาการทุกหน่วยงาน สร้างระบบสาธารณสุขที่ยั่งยืน ความคล่องตัวในการบริหารจัดการ รองรับการระบาดของโรคอื่นในอนาคต เบื้องต้นหารือกับกรมควบคุมโรคแล้วใน 12 ข้อ ซึ่งมีความจำเป็นและมีสาระที่สำคัญทุกข้อ เป็นการเพิ่มอำนาจที่เกี่ยวข้องกับการดูแล การสอบสวนโรค การกักกันตัวของผู้เดินทาง การควบคุมคน เป็นต้น

“การแก้กฎหมายไม่ทันในยุคโควิด-19 แน่นอน แต่อนาคตก็ยังมีโรคระบาดที่จะเกิดขึ้นอีก ปัจจุบันนี้จึงยังจำเป็นต้องใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน อยู่ เพราะว่า พ.ร.บ.โรคติดต่อ ไม่สามารถประสานระหว่างกระทรวงต่างๆ ได้ อย่างไรก็ตาม ยังใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อการสาธารณสุข ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องอื่น และที่ต้องประกาศเป็นช่วงต่ออายุเป็นลำดับ เพราะว่าหากประกาศใช้ทีเดียวระยะยาว ก็อาจเกิดการต่อต้านได้ ซึ่งเกิดจากหลักการของกฎหมาย” ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.อุดม กล่าว

ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.อุดม กล่าวว่า กิจกรรม 2 ความท้าทายด้านสาธารณสุข ในการดูแลสุขภาพประชาชน โดยเฉพาะการส่งเสริมป้องกันสุขภาพ เน้นในกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น โรคเบาหวาน ความดัน โรคอ้วน ที่มีผลสำรวจจากทั่วโลกพบว่าร้อยละ 70 ของผู้เสียชีวิตทั่วโลกมาจากการป่วยในกลุ่มโรคเอ็นซีดี ซึ่ง สธ.ทำการสำรวจเรื่องนี้ทุก 5 ปี พบว่า โรคเบาหวาน มีผู้ป่วยใหม่เพิ่มขึ้น 1.5 ล้านราย โรคความดัน เพิ่มขึ้น 2 ล้านราย ในจำนวนนี้พบว่าอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ มีเพียงร้อยละ 25 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการส่งเสริมสุขภาวะไม่เพียงพอ แต่กลับไปเน้นที่การรักษามากกว่าการปฏิบัติตัวให้แข็งแรงและป้องกันไม่ให้เกิดโรค

“สำรวจพบว่า ร้อยละ 40-50 ของคนวัยทำงานไม่รู้ว่าตัวเองป่วยเป็นเบาหวาน ซึ่งจะรู้ตัวอีกที่ตอนที่เป็นหลอดเลือดหัวใจ อัมพาธ เราจึงต้องเปลี่ยนเป็นการส่งเสริมมากกว่ารักษา โดยจะแยกงบส่งเสริมป้องกันโรคออกมาจากงบการรักษา ที่มีเป้าหมายว่า จะเพิ่มงบส่วนส่งเสริมป้องกันโรคจากเดิมที่ได้ ร้อยละ 10 เป็น ร้อยละ 50 และให้งบการรักษาเดิมร้อยละ 70 เหลือร้อยละ 35 แต่จะเน้นในกลุ่มของเอ็นซีดี และไม่ใช่การลดในครั้งเดียว แต่จะต้องมีการปรับลดตามระยะ” ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.อุดม กล่าว

ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.อุดม กล่าวอีกว่า เพื่อดูแลสุขภาพของคนไทยด้านส่งเสริมป้องกันโรค จะต้องให้ทุกองค์กรนำนโยบายนี้ไปดูแลสุขภาพของคนในองค์กร โดยกลุ่มงานบุคคล (HR) จะต้องดูแลข้อมูลสุขภาพของคนในองค์กร ไม่ใช่เพียงการตรวจสุขภาพประจำปี แต่จะต้องมีการบันทึกข้อมูล เช่น บันทึกน้ำหนักติดตามผลพนักงาน ว่าเข้าสู่ภาวะอ้วนหรือไม่ หรือกำหนดเป้าหมายสุขภาพขององค์กร และหากองค์กรใดทำได้ตามเป้าหมายสุขภาพ และเพื่อให้เกิดแรงจูงใจ อาจจะมีการลดเงินที่ต้องนำจ่ายสำนักงานประกันสังคมได้ เป็นต้น เพื่อเกิดการป้องกันโรคเชิงรุก หากลดการป่วยได้ ค่าใช้จ่ายด้านการรักษาก็จะลดลงเช่นกัน

ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.อุดม กล่าวว่า กิจกรรม 3 การดูแลผู้สูงอายุ ให้ได้รับการดูแลที่เหมาะสม กิจกรรม 4 การเงินการคลัง เพื่อกำหนดนโยบายให้เป็นเอกภาพในแนวทางการใช้จ่ายงบประมาณ และ กิจกรรม 5 ปฏิรูปเขตสุขภาพ เตรียมนำรองใน 4 เขตสุขภาพ แก้ไขปัญหาอย่างครบวงจร เช่น การดูแลสุขภาวะ ที่ครอบคลุมทั้งกาย ใจ และอารมณ์ กลุ่มโรคเอ็นซีดี โรคติดต่อทั่วไป หรือ กลุ่มผู้สูงอายุ โดยในวันที่ 9 ตุลาคมนี้ มีการหารือร่วมกับ นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัด สธ. เพื่อหาพื้นที่นำร่อง 4 เขตสุขภาพ

“ทางคณะกรรมการปฏิรูปด้านสาธารณสุข จะต้องประชุมร่วมกับผู้บริหาร สธ. หาแนวทางข้อสรุป ต่อไปในวันที่ 15 ตุลาคมนี้ จะรายงานผลการดำเนินงานในที่ประชุมคณะกรรมการปฏิรูปประเทศทั้ง 13 ชุดเพื่อพิจารณาหลักการต่อไป หลังจากนั้นจะนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาต่อไป” ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.อุดม กล่าว