ประเทศที่เป็นเสรีประชาธิปไตยทั่วไปจะใช้หลัก “การแบ่งแยกอำนาจ”
“อำนาจ” ตรากฎหมาย อยู่กับฝ่ายนิติบัญญัติ
“อำนาจ” บังคับใช้กฎหมาย อยู่กับฝ่ายบริหาร
“อำนาจ” ตัดสินชี้ขาด อยู่กับฝ่ายตุลาการ
เหตุที่ไม่รวม 3 อำนาจให้อยู่ในที่เดียวกันหรือองค์กรเดียวกันก็เพื่อ หนึ่ง “ความโปร่งใส” สอง “การถ่วงดุล” และสาม “การตรวจสอบ”
ในระบบยุติธรรมก็ใช้หลักเดียวกันนี้
อำนาจสืบสวน สอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีอยู่ที่ “องค์กรตำรวจ”
อำนาจตรวจพิจารณากลั่นกรองสำนวนคดีและสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องต่อศาล รวมถึง “ว่าความ” อยู่ที่ “องค์กรอัยการ”
ไปจบที่ “ศาล” ทำหน้าที่วินิจฉัยตัดสินชี้ขาด
แต่ในกระบวนการพิจารณาของศาลก็ยังมีถึง 3 ชั้นคือ ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกา ซึ่งบางคดีอาจพลิกกลับตาลปัตรได้ใน “ศาลสูง”
หรือแม้แต่การใช้อำนาจ “กึ่งตุลาการ” ของอัยการก็ยังมีการถ่วงดุลจาก “องค์กรตำรวจ” ก่อนที่จะไปจบที่ “คำสั่งอัยการสูงสุด”
การรวมศูนย์อำนาจจะก่อให้เกิดความวิปริต !
แต่หากว่าผิดก็ต้องแก้ไข ไม่ใช่ดันทุรังทำให้ “ความผิด” นั้นกลายเป็น “ความปกติ”
กรณี นายสุรพล เกียรติไชยากร อดีตผู้สมัคร ส.ส.เขต 8 เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ที่ชนะเลือกตั้งมาเป็นที่ 1 ด้วยคะแนนกว่า 5 หมื่น แต่ถูก “กกต.” กล่าวหาว่า ใส่ซองทำบุญผ้าป่า 2,000 บาท พร้อมกับแจก “ใบส้ม” จนทำให้นายสุรพลร่วงจากเก้าอี้ “ส.ส.” นั้น รัฐต้องใช้งบประมาณไปจัดเลือกตั้งซ่อมใหม่
จากนั้นในขั้นจัดการกับ “ผู้ถูกกล่าวหา” อย่างเบ็ดเสร็จ กกต.ก็ร้องให้ศาล “ตัดสินชี้ขาด” เพื่อเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งนายสุรพล 10 ปี !
จบที่ 1 ปีผ่านไป เมื่อไม่เพียงพอให้ฟังได้ว่ามีเจตนาหาเสียงหรือทำผิด “ศาลฎีกา แผนกคดีเลือกตั้ง” ก็พิพากษา “ยกคำร้อง” ของ กกต.
ความหมายคือ การแจกใบส้มของ “กกต.” นั้นผิดพลาดแล้ว !
กล่าวในแง่ คุณสุรพล อดีต ส.ส. 7 สมัยของเชียงใหม่นั้นแม้ประชาชนจะลงคะแนนเลือกให้มาเป็นอันดับ 1 เขต 8 เชียงใหม่ แต่ด้วย “อำนาจแห่ง กกต.” คุณสุรพลก็ราวถูกกระชากลงจากเก้าอี้เพราะ “ความเห็นผิด”
แต่ “กกต.” ก็ยังยืนยันว่าทั้งรัฐธรรมนูญและ พ.ร.ป.เลือกตั้ง “ให้อำนาจ”
สืบสวนเอง สอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานเอง ตัดสินชี้ขาดเอง !
แม้จะ “ผิดพลาด” ก็ไม่คืนความยุติธรรมให้กับ “เหยื่อ” ผู้ได้รับความเสียหาย
เช่นนี้แล้วจะเรียกระบบที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ว่าอะไร !?!!

