ผอ.สถาบันนิติวัชร์อัยการ ระบุ พรบ.คุ้มครองไม่เหมาะกับแก้ปัญหาความรุนแรงในโรงเรียนควรมีกฏหมายใช้บังคับเฉพาะ เผยกฏหมายเดิมยังไม่มีประสิทธิภาพขจัดปัญหาความรุนแรงในโรงเรียนได้ ชี้เนื้อหาส่วนใหญ่ส่งเสริมคุมประพฤติเด็ก ยกกฏหมายฝรั่งเศสเป็นโมเดล
เมื่อวันที่ 4 ต.ค..63 ดร.ธนกฤต วรธนัชชากุล อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด ปฏิบัติราชการในหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักงานประสานงานกระบวนการยุติธรรม สถาบันนิติวัชร์ สำนักงานอัยการสูงสุด ได้ให้ความเห็นข้อกฏหมายผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัว ถึง ข้อสังเกตต่อ พรบ.คุ้มครองเด็ก กรณีความรุนแรงที่กระทำต่อเด็กนักเรียนในโรงเรียน
ว่า ตามที่มีข่าวความรุนแรงที่กระทำต่อเด็กนักเรียนในโรงเรียนเกิดขึ้นบ่อยครั้งอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด โดยเฉพาะความรุนแรงที่กระทำต่อเด็กนักเรียนอนุบาลโรงเรียนสารสาสน์วิเทศราชพฤกษ์นั้น มีข้อพิจารณาและข้อสังเกตถึงพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 ที่ใช้เป็นกฎหมายหลักในการป้องกันและจัดการปัญหาความรุนแรงในโรงเรียนที่เกิดขึ้น ว่าสามารถป้องกันและจัดการปัญหาความรุนแรงที่กระทำต่อเด็กนักเรียนในโรงเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ ดังนี้
1.บทบัญญัติตาม พ.ร.บ. คุ้มครองเด็ก ฯ ไม่ได้มีวัตถุประสงค์หลักเป็นการเฉพาะในการป้องกันและจัดการปัญหาความรุนแรงในโรงเรียน ทำให้ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอในการป้องกันแก้ไขปัญหาความรุนแรงในโรงเรียนได้ พ.ร.บ. คุ้มครองเด็ก ฯ ถึงแม้จะมีวัตถุประสงค์ส่วนหนึ่งในการป้องกันไม่ให้เด็กถูกทารุณกรรม แต่ก็มีวัตถุประสงค์อื่น ๆ ในการสงเคราะห์ คุ้มครองสวัสดิภาพ และส่งเสริมความประพฤติของเด็ก เพื่อให้เด็กได้รับการอุปการะเลี้ยงดู อบรมสั่งสอน และมีพัฒนาการที่เหมาะสม รวมอยู่ด้วย ไม่ได้มุ่งใช้บังคับเฉพาะเจาะจงกับการป้องกันและแก้ไขปัญหานักเรียนที่ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในโรงเรียน และบทบัญญัติตาม พ.ร.บ. คุ้มครองเด็ก ฯ มุ่งใช้บังคับกับเด็กเป็นการทั่วไป ไม่ได้มุ่งเฉพาะเจาะจงกับเด็กนักเรียนในโรงเรียนเท่านั้น
2.มาตรา 65 ของ พ.ร.บ. คุ้มครองเด็ก ฯ ที่กำหนดหลักเกณฑ์ในการลงโทษนักเรียน ว่าจะต้องกระทำเท่าที่สมควรเพื่ออบรมสั่งสอนตามระเบียบกระทรวงศึกษาว่าด้วยการลงโทษนักเรียนและนักศึกษา พ.ศ. 2548 กลับไปบัญญัติอยู่ภายใต้หมวด 7 การส่งเสริมความประพฤตินักเรียนและนักศึกษา ที่มีเนื้อหาส่วนใหญ่เน้นไปที่การส่งเสริมและควบคุมความประพฤติของเด็กนักเรียน ไม่ได้มุ่งเน้นที่ป้องกันและขจัดความรุนแรงที่กระทำต่อนักเรียนในโรงเรียน ทำให้บทบัญญัติในมาตรา 65 เพียงลำพังไม่มีประสิทธิภาพในการป้องกันและจัดการปัญหาความรุนแรงในโรงเรียนได้
3.ประเทศไทยน่าจะมีกฎหมายว่าด้วยความรุนแรงที่กระทำในโรงเรียนบังคับใช้เป็นการเฉพาะ ซึ่งน่าจะทำให้การบังคับใช้กฎหมายในการป้องกันแก้ไขและขจัดความรุนแรงในโรงเรียนมีประสิทธิภาพและครอบคลุมการป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงในโรงเรียนได้อย่างถูกต้องเหมาะสมมากขึ้นกว่า ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้
ในเรื่องนี้ ประเทศฝรั่งเศสมีบทบัญญัติเรื่องความรุนแรงที่กระทำในโรงเรียนบังคับใช้เป็นการเฉพาะ โดยบัญญัติอยู่ในประมวลกฎหมายการศึกษา (Code de l’éducation) ซึ่งมีบทบัญญัติในเรื่องการป้องกันแก้ไขและขจัดปัญหาความรุนแรงในโรงเรียนรวมอยู่ด้วย ซึ่งอาจจะเป็นความรุนแรงที่กระทำระหว่างเด็กนักเรียนด้วยกันเอง ครูกระทำต่อนักเรียน หรือนักเรียนกระทำต่อครูในโรงเรียน โดยอาจเป็นความรุนแรงที่กระทำทางกาย ทางวาจา การคุกคามข่มขู่ การคุกคามทางเพศ ความรุนแรงที่กระทำผ่านสังคมออนไลน์หรือผ่านอินเทอร์เน็ต ที่ส่งผลกระทบต่อร่างกาย จิตใจ พัฒนาการด้านการเรียน ผลการเรียน และคุณภาพชีวิต เป็นต้น
โดยประมวลกฎหมายการศึกษาของประเทศฝรั่งเศสได้กำหนดมาตรการในการป้องกันปัญหาความรุนแรงในโรงเรียน และเมื่อมีปัญหาความรุนแรงเกิดขึ้นในโรงเรียนแล้วมีขั้นตอนและกระบวนการดำเนินการแก้ไขและจัดการปัญหาอย่างไร มีใครที่จะต้องเข้ามาเกี่ยวข้องเพื่อจัดการแก้ไขปัญหาบ้าง มีการเยียวยาความเสียหายซึ่งรวมทั้งการเยียวยาผลกระทบทางจิตใจอย่างไร
ซึ่งประเทศไทยอาจนำเอารูปแบบและเนื้อหากฎหมายความรุนแรงที่กระทำในโรงเรียนตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายการศึกษาของประเทศฝรั่งเศสมาปรับใช้ให้มีความเหมาะสมกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงในโรงเรียนในสังคมไทยได้

