ศาลอาญาคดีทุจริต ยกฟ้อง “สันธนะ” ฟ้อง “บิ๊กแป๊ะ” ปม แต่งตั้ง “บิ๊กปั๊ด” ชี้ โจทก์ ไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรง
เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ศาลนัดฟังคำสั่งชั้นตรวจฟ้องในคดีหมายเลขดำที่ อท.148/2563 ที่ นายสันธนะ ประยูรรัตน์ เป็นโจทก์ฟ้อง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในข้อหา เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157
จากกรณีที่นายสันธนะได้กล่าวหา พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ คนปัจจุบัน ว่า ทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการร่ำรวยผิดปกติมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2544 ถึงเดือนธันวาคม 2546
โดยนายสันธนะ ได้กล่าวอ้างในคำฟ้อง ระบุว่า พล.ต.อ.สุวัฒน์ ที่ขณะดำรงตำแหน่งเป็นผู้กำกับการสืบสวนสอบสวนนครบาล 7 ได้ใช้ตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบ เข้าไปดำเนินการหรือใช้ให้ผู้อื่นจัดการควบคุมกำกับดูแลบ่อนการพนัน ที่อยู่ในความรับผิดชอบ ทำให้มีเงินฝากในบัญชีธนาคารถึงกว่า 13 ล้านบาท และมีรายการถอนเงิน 11 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินที่ได้มานอกเหนือจากเงินเดือนปกติ
ซึ่งโจทก์ได้ยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมทางคดีและร้องเรียนทางวินัยต่อจำเลยและขอให้จำเลยตั้งคณะกรรมการสอบสวนโดยเร่งด่วน แต่ จำเลย กลับไม่ดำเนินการ ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงและช่วยเหลือ ปกปิด ไม่นำเรื่องที่โจทก์ร้องคัดค้าน เข้าวาระการประชุมเพื่อพิจารณาแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อีกทั้ง ยังเสนอชื่อของ พล.ต.อ.สุวัฒน์ ให้ดำรงตำแหน่งเป็น ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
ศาลพิเคราะห์คำฟ้องและเอกสารท้ายฟ้องของโจทก์แล้วเห็นว่า ความผิดที่โจทก์ประสงค์ให้ศาลลงโทษจำเลยฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ต้องมีองค์ประกอบเรื่องเจตนาพิเศษ ในการกระทำโดยมุ่งหมายจะให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด แต่โจทก์บรรยายฟ้อง เพียงว่าจำเลยในฐานะผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และเป็นผู้บังคับบัญชาของ พล.ต.อ.สุวัฒน์ ซึ่งถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ แต่โจทก์ไม่ได้บรรยายให้ปรากฏว่าการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบนั้น จำเลยกระทำโดยเจตนาพิเศษเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์อย่างไร
ฟ้องโจทก์จึงขาดองค์ประกอบความผิดย่อมเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 158 (5) ประกอบ พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบพ. ศ. 2559 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง อีกประการหนึ่ง ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 นั้นเป็นบทบัญญัติที่ต้องการลงโทษเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ อันเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน และเป็นความผิดต่อรัฐเท่านั้นที่เป็นผู้เสียหาย เอกชนคนหนึ่งคนใดย่อมไม่เป็นผู้เสียหาย
ดังนั้นการกระทำของจำเลย ตามที่โจทก์ฟ้องดังกล่าว หาได้เป็นการกระทำต่อโจทก์โดยตรงและก่อให้เกิดความเสียหาย หรือกระทบต่อสิทธิและหน้าที่ของโจทก์โดยตรงไม่ โจทก์ย่อมไม่ได้รับความเสียหายเป็นพิเศษ จึงไม่เป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 ( 4) และไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยในข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 พิพากษายกฟ้อง

