บทบาทใหม่ คพ.
‘บุ๋น’ ประสาน ‘บู๊’ ลุยอาชญากรรมลพิษ
ถูกค่อนขอดจากสังคมอยู่เสมอ จากการถูกเรียก ‘กรมมลพิษ’ เหมือนเป็นหน่วยงานที่รวบรวมเอาไว้ซึ่งบรรดามลพิษทุกประการ ทั้งที่ชื่อจริงเต็มๆ อย่างเป็นทางการคือ ‘กรมควบคุมมลพิษ หรือ คพ.’
การถูกล้อเลียนข้างต้นอาจเป็นเพราะในอดีต คพ. ไม่มีเครื่องไม้เครื่องมืออะไร จะลงดาบหรือลงโทษผู้กระทำความผิดก่อให้เกิดมลพิษได้ยำเกรง ทำหน้าที่แค่รับเรื่องร้องเรียน เข้าไปตรวจ และส่งต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมโรงงานอุตสาหกรรม หรือส่วนท้องถิ่นไปดำเนินการต่อ
ถูกกล่าวหาเป็น ‘เสือกระดาษ’ จึงไม่ค่อยผิดฝาผิดตัวเท่าไหร่นัก
กระทั่งคำสั่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อปลายเดือนกันยายน มีมติย้าย อรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้ ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นกรมใหญ่ และมีกองกำลังในมือมากมาย ให้มาอยู่ที่กรมควบคุมมลพิษ
หลายคนเข้าใจว่าอธิบดีอรรถพลถูกลดขั้น เพราะจากการดูแลกำลังคนทำงานเกือบ 2 หมื่นคน มาสู่หน่วยงานที่มีเพียงกว่า 900 คน เท่านั้น
อธิบดีอรรถพลชี้แจงในประเด็นนี้ว่า กรมอาจจะเล็กกว่าก็จริง แต่คิดว่าความทุกข์ของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากมลพิษ มีจำนวนมากและใกล้ตัวกว่ากรมป่าไม้มากนัก รวมทั้งภารกิจที่ต้องทำมีมากมายกว่ากรมป่าไม้เสียอีก จึงไม่เคยคิดว่าถูกลดขั้นหรืออะไรทั้งนั้น แต่ดีใจที่ได้มาทำงานตรงนี้
ก่อนหน้านี้ก็เคยคุยในกรมป่าไม้ว่า กรมควบคุมมลพิษน่าจะมีหน่วยงานเฉพาะกิจ ทำงานเฉพาะทางเรื่องการสืบสวน ตรวจสอบ และปราบปราม เหมือนกรมป่าไม้ตั้งทีมพยัคฆ์ไพรมาทำหน้าที่เฉพาะกิจ สืบสวน ตรวจสอบ และปราบปราม การบุกรุก ตัดไม้ ทำลายป่า โดยร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) เจ้าหน้าที่ตำรวจ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จนกระทั่งได้มาทำงานตรงนี้จริงๆ ซึ่งก่อนหน้าที่ ครม.จะมีมติ นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ก็เรียกไปคุย บอกว่าจะมอบหมายหน้าที่นี้ ซึ่งก็เต็มใจมากที่จะมาอยู่ตรงนี้
อธิบดีกรมควบคุมมลพิษยังบอกเล่าถึงเป้าหมายการทำหน้าที่ในตำแหน่งใหม่ว่า ต่อแต่นี้ไปกรมควบคุมมลพิษจะไม่เพียงแค่ทำงานวิชาการ และรับแจ้งเรื่องราวร้องทุกข์ ไปตรวจสอบ แต่ไม่สามารถให้คุณให้โทษได้อีกต่อไป ตอนนี้สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคทั้ง 16 แห่งทั่วประเทศ ที่เดิมขึ้นอยู่กับสำนักงานปลัด ทส. ก็จะมาอยู่กับกรมควบคุมมลพิษ แต่เดิมอาจจะมีบทบาทแค่ทำงานวิชาการและรับเรื่องร้องทุกข์บางเรื่อง จากนี้สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคจะทำหน้าที่แทนกรมแต่อยู่ในส่วนภูมิภาค

“อีกไม่กี่วันนับจากนี้ เราก็จะติดเขี้ยวเล็บให้เจ้าหน้าที่เรา โดยการฝึกอบรมเรื่องการสืบสวน สอบสวน ที่มาที่ไปของมลพิษที่เกิดขึ้น เปลี่ยนทัศนคติ เปลี่ยนบุคลิกภาพ เปลี่ยนวัฒนธรรมบางอย่าง มาทำงานแบบดุดัน เข้มข้นมากขึ้น เพราะงานวิชาการของกรมควบคุมมลพิษ เราแม่นอยู่แล้ว ระหว่างที่กำลังแก้ไขข้อกฎหมายเรื่องอำนาจในการให้คุณให้โทษแก่ผู้กระทำผิด ผมจะดึงเอาชุดปฏิบัติการด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งของศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ 4 (ศปป.4) กอ.รมน. บก.ปทส. ท้องถิ่น เข้ามาร่วมทำงานด้วย ภายใต้โครงสร้างของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ที่จะแต่งตั้งให้เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายการแก้ไขปัญหามลพิษ รวมไปถึงชื่อกรมควบคุมมลพิษก็คงต้องเปลี่ยนด้วย เพื่อให้สอดคล้องกับภารกิจ ยังไม่รู้ว่าจะเปลี่ยนเป็นอะไร แต่มีเสนอกันมาหลายชื่อ เช่น กรมปกป้องสิ่งแวดล้อม กรมจัดการสิ่งแวดล้อม กรมพิทักษ์สิ่งแวดล้อม เป็นต้น”
เบื้องต้นได้คุยกับทาง ศปป.4 กอ.รมน.ให้เข้ามาช่วยทำงาน ซึ่งในความจริงแล้วก็เป็นงานที่ ศปป.4 กอ.รมน. ต้องทำอยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมาไม่ค่อยได้ประสานงานกัน จึงเห็นบทบาท ศปป.4 กอ.รมน. แค่งานป้องกันปราบปรามการตัดไม้ทำลายป่า ต่อไปนี้กรมควบคุมมลพิษก็จะมีชุดเฉพาะกิจทำหน้าที่อย่างเข้มข้น ในการสืบสวน สอบสวน เอาผิดกับผู้ก่อมลพิษอย่างจริงจัง ระหว่างที่รอกฎหมายเรื่องของอำนาจในการลงโทษผู้กระทำผิดจะประกาศใช้ ชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจจะมีการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเข้มข้น คดีต่อคดี
ไม่มีการปล่อยปละอย่างเด็ดขาด โดยชุดเฉพาะกิจปราบปรามมลพิษก็จะทำหน้าที่คล้ายชุดพยัคฆ์ไพรของกรมป่าไม้ หากเป็นการกระทำผิดรายใหญ่ เป็นคดีสำคัญ ชุดเฉพาะกิจนี้ก็จะเข้าไปดำเนินการ
สำหรับปัญหาคาราคาซังโครงการระบบบำบัดน้ำเสียคลองด่าน ผลพวงจากการฉ้อโกงครั้งประวัติศาสตร์ของประเทศที่หลงเหลือไว้เพียงสิ่งก่อสร้าง ใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้ที่ จ.สมุทรปราการ อีกงานสำคัญที่อธิบดีนายอรรถพลตั้งเป้าเข้าไปสะสาง โดยระบุว่า ได้เรียกส่วนที่เกี่ยวข้องมาคุยเรื่องนี้แล้ว อะไรที่เดินหน้าไปในทางที่ถูกที่ควรต้องทำต่อไป แต่บางเรื่องที่ทำแต่รัฐเสียประโยชน์ก็ต้องมาว่ากันอีกที ยอมรับว่าระบบราชการจะมีข้อเสียเปรียบเอกชนคือ เมื่อมีการเปลี่ยนผู้บริหาร นโยบายและความชัดเจนทางด้านกฎหมายจะเปลี่ยนไปด้วย ขณะที่ภาคเอกชนจะนิ่ง จดจ่อ และเกาะติด ทำให้ราชการมักเพลี่ยงพล้ำ ซึ่งเรื่องระบบบำบัดน้ำเสียคลองด่านมีอีกมากมายที่ต้องดำเนินการ โดยเฉพาะจะทำอย่างไรกับสิ่งที่เหลืออยู่ในเวลานี้
กรมควบคุมมลพิษกำลังพลิกโฉม สู่บทบาท มือปราบ สอบจริง จับจริง ผู้กระทำผิดก่อปัญหามลพิษ

