พฤติกรรมการใช้ชีวิตของผู้บริโภคที่เน้นความสะดวกสบาย ส่งผลให้ธุรกิจการให้บริการรับและส่งอาหาร หรือ “ฟู้ด ดิลิเวอรี” ผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์กำลังได้รับความนิยมอย่างมาก และมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด จนทำให้ร้านอาหารสนใจที่จะเข้าร่วมเป็นสมาชิกของแพลตฟอร์มนี้
แต่ด้วยเพราะเป็นธุรกิจใหม่ที่กำลังได้รับความนิยม ล่าสุด คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า จึงได้ยกร่างประกาศ เรื่อง แนวทางพิจารณาการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมระหว่างผู้ประกอบธุรกิจให้บริการรับและส่งอาหารผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์กับผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร หรือไกด์ไลน์ ฟู้ด ดิลิเวอรี เนื่องจากกังวลว่าระบบธุรกิจดังกล่าวจะทำให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างเจ้าของแพลตฟอร์ม ร้านค้า และผู้บริโภค เช่น การเรียกเก็บค่าส่วนแบ่งรายได้ ค่าโฆษณา ค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่ไม่สมเหตุสมผล เป็นต้น และสำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (สขค.) ได้จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียไปเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2563 ซึ่งแน่นอนว่ามีหลายประเด็นที่ยังไม่ชัดเจน
รศ.ดร.คณิสร์ แสงโชติ อาจารย์จากภาคการธนาคารและการเงิน คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้แสดงทรรศนะต่อเรื่องนี้ว่า ในฐานะนักวิชาการมองว่า ธุรกิจฟู้ด ดิลิเวอรี เป็นเหมือน channel strategy (กลยุทธ์ช่องทางการขาย) ของผู้ขาย ทำให้ร้านค้ามีทางเลือกว่าจะเปิดหน้าร้านเอง หรือไม่เปิดก็ได้
“ผู้ประกอบการหลายรายมองว่าต้นทุนสูง แต่มองอีกมุมหนึ่งก็คือ พวกเขาจ่ายเงินซื้อ traffic ควบคู่ไปกับการจ้างบริการส่งของด้วย เหมือนเป็นการจ่ายค่าเช่าเปิดร้านใน virtual space หากมีภาระการจ่ายค่าเช่าพื้นที่เดิมอยู่แล้วอาจมองว่าเป็นต้นทุนเพิ่มที่แพงได้ ในทางกลับกันก็มีหลายเจ้าที่หันมาใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์มเหล่านี้เป็นส่วนหลักของการประกอบกิจการด้วย ตัวอย่างเช่น ปัจจุบัน เราจะเห็นว่ามีธุรกิจ cloud kitchen เปิดขึ้นเยอะมาก เพราะช่วยให้ประหยัดต้นทุน ไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าเช่าในพื้นที่ที่ค่าเช่าสูง แลกกับการจ่ายค่าเช่า virtual space แทน อยากให้ภาครัฐได้มองการแข่งขันจากมุมเหล่านี้ด้วย แพลตฟอร์มเป็นหนึ่งในทางเลือกช่องทางการขาย หากจะกำกับดูแล เราอาจต้องพิจารณาว่าจำเป็นไหมที่ทุกคนควรอยู่บนแพลตฟอร์ม แพลตฟอร์มเหมาะกับผู้ประกอบการทุกคนหรือไม่ เช่น ถ้าร้านเราขายดีอยู่แล้วก็ไม่จำเป็นต้องเช่าพื้นที่ในห้างก็ได้ ส่วนผู้ประกอบการที่มีฐานลูกค้าอยู่แล้ว ไม่ต้องการหาลูกค้าเพิ่มแต่ต้องการเพียงส่งอาหาร ก็มีทางเลือกอื่นในการส่งเช่นกัน” รศ.ดร.คณิสร์ ระบุ
รศ.ดร.คณิสร์ กล่าวว่า การพยายามเข้ามากำกับดูแลราคา ไม่ว่าจะเป็นการกำกับดูแลเรื่องค่าส่วนแบ่งรายได้ (GP) หรือค่าโฆษณา (advertising) ไม่ให้สูงเกินไป ทางคณะกรรมการอาจลองพิจารณาว่าค่าใช้จ่ายรวม (total cost) ของผู้ประกอบการร้านค้าเพื่อการหาลูกค้าและการส่งอาหารนั้นเป็นอย่างไร มากกว่าการพิจารณาแยกส่วน ซึ่งแต่ละเจ้าก็มีรูปแบบธุรกิจ (business model) ที่แตกต่างกัน มีการคิดค่าบริการแตกต่างกัน อาจคิดค่าส่งแต่ไม่คิดค่าส่วนแบ่งรายได้ บางเจ้าอาจส่งอย่างเดียวแต่ไม่หาลูกค้าให้ แต่ทั้งหมดคือต้นทุนในการหาลูกค้าและส่งทั้งนั้น ดังนั้น ระเบียบปฏิบัติเหล่านี้ควรจะครอบคลุมให้กว้างกว่านี้ได้หรือไม่ เช่น มีการกำหนดเพดานรวมชัดเจน กำหนดเป็น total cost ของผู้ประกอบการร้านค้าแทนและพิจารณาว่าค่าบริการที่จ่ายไปได้บริการอะไรกลับมา แต่มีความยืดหยุ่นให้กับรูปแบบธุรกิจของแต่ละเจ้า เพื่อให้ผู้ประกอบการมีทางเลือกว่า อยากจะทำธุรกิจแบบไหน และควรใช้แพลตฟอร์มใด มองว่าเรื่องนี้มีการ discipline ด้วยกลไกตลาดอยู่แล้ว หากระบุกรอบที่ชัดเจนเกินไปอาจกลายเป็นทุกแพลตฟอร์มจะต้องให้บริการในรูปแบบเดียวกัน
“เรื่องราคา (เช่น GP) ที่เหมาะสมสำหรับแต่ละคนอาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน เพราะต้นทุนของแพลตฟอร์มในการให้บริการผู้ประกอบการร้านค้าก็แตกต่างกัน ปัจจุบันการเก็บค่าบริการมักคิดเป็นส่วนแบ่งรายได้ตามของมูลค่าการขายแต่ต้นทุนในการให้บริการรับส่งขึ้นกับระยะทางหรือน้ำหนัก ดังนั้น การให้บริการของแพลตฟอร์มก็ไม่ได้กำไรเสมอแม้ค่าส่วนแบ่งรายได้อาจจะสูง จึงควรมีสิทธิในการคิดค่าบริการแต่ละเจ้าแตกต่างกัน หากผู้ประกอบการร้านค้าไม่สามารถทำกำไรได้ในราคาที่กำหนดไว้ ก็ควรปรับราคาให้สะท้อนต้นทุนในการดำเนินงานที่แตกต่างกันด้วย ซึ่งสุดท้ายแล้วผู้บริโภคในฐานะ ultimate payer จะเป็นผู้ตัดสินเองว่าราคาสูงเกินไปหรือไม่” นักวิชาการรายเดิมระบุ
น่าติดตามว่า การสร้างความชัดเจนในแนวทางการปฏิบัติทางการค้าของธุรกิจฟู้ด ดิลิเวอรี ที่ถูกต้อง เหมาะสม เพื่อให้สามารถแข่งขันกันได้อย่างเสรีและเป็นธรรม ภายใต้บรรทัดฐานการดำเนินธุรกิจที่มีความเป็นสากลนี้ จะลงเอยอย่างไร

