ยิ่งสาวยิ่งลึก “ปมค้าในสวนสัตว์” รอเวลาพิสูจน์

9.10.20 | 07:07 น.

ยิ่งสาวยิ่งลึก “ปมค้าในสวนสัตว์” รอเวลาพิสูจน์

ถึงตอนนี้แม้จะยังหาข้อสรุปไม่ได้ว่าเหตุความขัดแย้งระหว่าง นายสุริยา แสงพงค์ ผู้อำนวยการองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กับนายสัตวแพทย์ภูวดล สุวรรณะ หัวหน้าฝ่ายอนุรักษ์วิจัยและสุขภาพสัตว์ สวนสัตว์สงขลา ที่ถึงขั้นสาดกระสุนใส่ร่างนายสุริยา 19 นัด เสียชีวิตภายในห้องทำงานผู้อำนวยการสวนสัตว์สงขลา ขณะลงพื้นที่มาตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีลูกเก้งเผือกสายพันธุ์พระราชทาน ชื่อ คุณภูมิ กับ คุณภาค หายไปจากสวนสัตว์สงขลา ต่อมา นายสัตวแพทย์ภูวดลก็ปลิดชีวิตตัวเอง เสียชีวิตตามนายสุริยาไป

เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนในพื้นที่ตั้งประเด็นเรื่องความขัดแย้งของทั้งสอง รวมทั้งกรณีสัตว์สูญหายว่าเชื่อมโยงกับขบวนการค้าสัตว์ป่าหรือไม่
เรื่องของผลประโยชน์จากสัตว์ป่า หรือสัตว์ในกรงเลี้ยงในทางที่มิถูกมิควร หากใครมองเห็นถึงช่องว่างและหนทางหาประโยชน์ และมีโอกาสให้กระทำการ ถือว่ามีผลประโยชน์มหาศาล มูลค่าสัตว์แต่ละตัว ทั้งสัตว์เล็กสัตว์ใหญ่ ถูกตั้งราคากันเองตามใจชอบและตามตลาดมืด อย่าว่าแต่ช้าง สัตว์ขนาดใหญ่ราคาอยู่ที่ 6 หลักขึ้นไปเลย กระทั่งเต่าตัวเล็กๆ แค่ไม่กี่ฝ่ามือ มีมูลค่าสูงนับล้านบาทเช่นเดียวกัน
หากยังไม่ลืมกัน เมื่อปี 2559 เคยมีเรื่อง เต่าหาย จากสถานีเพาะเลี้ยงนกน้ำบางพระ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช เป็นเต่าบัญชี 1 จากมาดากัสการ์ เป็นเต่ายูนิฟอร่า หายากที่สุดในโลก มีถิ่นกำเนิดอยู่ที่มาดากัสการ์ มีมูลค่าสูงมาก จำนวน 6 ตัว และเต่าดาวรัศมี หรือเต่าเรดิเอต้า เต่ากระดองสวยเหมือนแฉกดาว 72 ตัว เต่ายูนิฟอร่าหายไป 6 ตัว เป็นตัวใหญ่ อายุประมาณ 10 ปี ขนาด 12 นิ้ว 1 ตัว ราคาตัวละประมาณ 1-2 ล้านบาท และขนาดตัวเล็ก อายุประมาณ 3-4 ปี ขนาด 6 นิ้ว 5 ตัว ราคาตัวละประมาณ 2 แสนบาท และเต่าเรดิเอต้า 72 ตัว มีราคาตัวละตั้งแต่ 3,000-10,000 บาท

เต่าทั้ง 2 ชนิดหายไป มีมูลค่ารวมกันกว่า 3 ล้านบาท ที่สำคัญเต่ายูนิฟอร่าจัดเป็นเต่าบกหายากที่สุดของโลก และอยู่ในทะเบียนแนบท้าย 1 ของอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ หรือไซเตสด้วย เหลืออยู่ไม่ถึง 400 ตัวในธรรมชาติเท่านั้น

กรมอุทยานแจ้งความไว้ที่ สภ.ศรีราชา แต่เวลาผ่านไปจนถึงวันนี้ ไม่มีความคืบหน้า

อดีตผู้อำนวยการองค์การสวนสัตว์คนหนึ่งระบุว่า เมื่อก่อนสวนสัตว์ต้องดูแลตัวเอง สร้างรายได้เอง ไม่ได้รับงบประมาณจากรัฐเหมือนทุกวันนี้ ผลประโยชน์ในทางที่ไม่ถูกไม่ควรนั้นมี แต่ไม่มากและรุนแรง เหมือนยุคได้รับงบประมาณประจำปี และสามารถสร้างรายได้แก่ตัวเองได้ในยุคนี้ มีพ่อค้าสัตว์ชาวต่างชาติแฝงตัวอยู่ในสวนสัตว์ขนาดใหญ่ แต่งงานกับพนักงานในสวนสัตว์ คอยหาประโยชน์จากการซื้อขายแลกเปลี่ยนสัตว์ มีพนักงานในสวนสัตว์รู้เห็นเป็นใจจำนวนหนึ่งด้วย

Advertisement

อย่างไรก็ตาม อดีตผู้อำนวยการองค์การสวนสัตว์อีกคนหนึ่งก็บอกว่า ในแต่ละวันขณะทำงานอยู่ สิ่งที่ได้รับทุกวันก็คือบัตรสนเท่ห์ หรือหนังสือร้องเรียนเรื่องการทุจริต การลักลอบค้าสัตว์ ก็ต้องตรวจสอบตามข้อร้องเรียน ทั้งทางตรงและทางลับ ยอมรับว่าในบรรดาหนังสือร้องเรียนมานั้นมีทั้งเรื่องจริงและการใส่ร้ายกันไปมา

“ทุกๆ เดือนผู้อำนวยการสวนสัตว์ทั่วประเทศจะส่งบัญชีประชากรสัตว์มาให้บอร์ดขององค์การสวนสัตว์ตรวจว่ามีสัตว์ตัวไหน กรงไหน ชนิดใด เกิด แก่ เจ็บ ตาย หรือหายไปบ้าง ปัญหาคือบอร์ดก็ต้องรู้ให้ได้ว่าสิ่งที่เขารายงานมานั้นจริงหรือไม่ โดยการเข้าไปตรวจ ไปดูให้เห็น ถ้าไปตรวจจริง ไปดูจริง และพอจะมีความรู้เกี่ยวกับสัตว์อยู่บ้างก็ตรวจสอบได้ไม่ยาก”

น่าสังเกตว่า ภายหลังการเสียชีวิตของนายสุริยา และนายสัตวแพทย์ภูวดล มีการเผยแพร่หนังสือร้องเรียนในนามของ “องค์กรสวนสัตว์ก่อการดี” เป็นการร้องเรียนการกระทำส่อทุจริตและประพฤติมิชอบที่เกี่ยวพันกับบิ๊กของสวนสัตว์

ประเด็นการร้องเรียนมีถึง 21 เรื่อง เช่น สร้างส่วนแสดงช้างว่ายน้ำโดยไม่ศึกษาเรื่องสวัสดิภาพสัตว์ เรื่องสัตว์มีค่าสูญหายจากสวนสัตว์เปิดเขาเขียวจำนวนมาก เช่น ลูกเสือจากัวร์ แพนด้าแดง รวมไปถึงยังมีขบวนการจารกรรมเต่าหายากราคาแพงจากศูนย์อนุรักษ์นกน้ำบางพระ อ.ศรีราชา ที่ว่ากันว่าเอื้อประโยชน์ให้บริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง รวมทั้งอีกหลายบริษัทที่เข้ามารับเหมางาน กีดกันบริษัทซื้อขายสัตว์อื่นๆ
เรื่องนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบ

ล่าสุด เกี่ยวกับเรื่องของการลักลอบซื้อขายสัตว์ป่านั้นมีรายงานข่าวจากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ระบุว่า กรมอุทยานได้ประชุมเตรียมแผนเข้าตรวจสอบสวนสัตว์ที่เกิดปัญหาคือ สวนสัตว์สงขลา หากได้รับแจ้งเบาะแสและประสานข้อมูลเข้ามา

ที่ผ่านมาตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า 2535 กรมอุทยานรับผิดชอบดูแลและอนุญาตการจัดตั้งสวนสัตว์เอกชน ส่วนสวนสัตว์ในสังกัดขององค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ มีกฎหมายเฉพาะของตัวเองไม่เกี่ยวข้องกับกรมอุทยาน จึงไม่มีหน้าที่เข้าไปติดตามตรวจสอบการดำเนินกิจการสวนสัตว์สังกัดองค์การสวนสัตว์ตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง

อย่างไรก็ตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า 2562 ได้ปรับเปลี่ยนโดยให้กรมอุทยานมีอำนาจ อนุญาตและตรวจสอบกิจการของสวนสัตว์ สังกัดองค์การสวนสัตว์ไว้แล้ว แต่อยู่ระหว่างรอกฎหมายลูก หรือระเบียบให้เข้าดำเนินการได้

อย่างไรก็ตาม สัตว์ เช่น เก้งนั้นอยู่ภายใต้ข้อกฎหมายเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า หากพบข้อมูลมีการลักลอบซื้อขายสัตว์ป่าตามบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครองหรือสัตว์ป่าสงวน กรมอุทยานก็มีอำนาจสามารถเข้าไปตรวจสอบได้และขอข้อมูลจากองค์การสวนสัตว์ได้ พร้อมทั้งแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษผู้เกี่ยวข้องได้ ขณะนี้อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลในเรื่องการลักลอบค้าสัตว์ป่าก่อนตรวจสอบในเชิงลึกพร้อมลงพื้นที่สวนสัตว์สงขลา

เรื่องนี้ไม่น่าจะจบลงง่ายๆ และยังมีท่าทีว่าจะเป็นหนังม้วนยาวเลยทีเดียว