ประชามติ ‘บัตรทอง’ รับ-ไม่รับ ร่างรัฐธรรมนูญ 2559

6.08.16 | 16:23 น.
นิมิตร์ เทียนอุดม, นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา,สุรีรัตน์ ตรีมรรคา

วันลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 2559 ในวันที่ 7 สิงหาคมนี้ ประเด็น “สุขภาพ” ก็เป็นอีก 1 เรื่องที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษ เครือข่ายสุขภาพ ทั้งกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ ชมรมแพทย์ชนบท นักวิชาการสายสาธารณสุข ต่างกังวลใจในมาตรา 47 วรรค 2 ที่กำหนดว่า “บุคคลผู้ยากไร้ย่อมได้รับสิทธิสุขภาพฟรี” เพราะเห็นว่าทุกคนต้องได้รับสิทธิสุขภาพเท่าเทียมกันมากกว่า

จนถึงวันนี้ เรื่องดังกล่าวยังมีข้อถกเถียงกันอย่างต่อเนื่อง

เมื่อเร็วๆ นี้ นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้กล่าวตอนหนึ่งผ่านรายการ “สาระประชามติ” ตอนที่ 5 “บัตรทอง อยู่หรือไปในร่างรัฐธรรมนูญ” ซึ่งจัดโดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ร่วมกับสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสว่า บัตรทองจะหายไปหรือไม่ ความคิดแบบนี้มาจากมาตรา 47 วรรค 2 บุคคลผู้ยากไร้ เพราะแต่เดิมไม่มีคำนี้ แต่เราต้องดูมาตรา 258 เรื่องปรับหลักประกันสุขภาพด้วยที่ยึดเท่าเทียมกัน ตรงนี้เขียนไว้ชัดเจน ยืนยันว่าบัตรทองยังอยู่ ไม่มีสัญญาณว่าบัตรทองจะหายไปจากเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ

“คนที่เป็นผู้ยากไร้ที่จะมีสิทธิในหลักประกันถ้วนหน้า ทุกคนมีสิทธิ แต่ปัญหาคือเงินในระบบบัตรทองไม่พอ จะหาเงินเข้าระบบให้เพียงพอและเกิดคุณภาพ คือในระบบร่วมจ่ายผู้มาใช้บริการไม่เดือดร้อน และจะต้องจ่ายก่อนป่วย แต่ในมาตรา 55 ที่ระบุรัฐต้องพัฒนาบริการสาธารณสุขให้มีคุณภาพมาตรฐาน ดังนั้น รัฐต้องเติมงบประมาณ เราไม่ต้องการให้บัตรทองล้ม แต่ทำอย่างไรให้เดินไปข้างหน้าและมีคุณภาพ” นพ.เจตน์กล่าว
แต่ดูเหมือนสถานการณ์กลับคุกรุ่น เนื่องจากเครือข่ายสุขภาพมองว่าการออกมาพูดเช่นนี้ย่อมหมายถึงการแบ่งแยกฐานะของประชาชน ทั้งๆ ที่เรื่องสุขภาพต้องเป็นของคนทุกคน จึงต้องยึดคำว่า “เสมอภาค” และ “เท่าเทียม”

นายนิมิตร์ เทียนอุดม ผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ และอดีตกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) กล่าวว่า จากการดีเบตเรื่องบัตรทอง ทำให้แน่ใจว่ารัฐบาลมองสิทธิสุขภาพของประชาชนเป็นภาระค่าใช้จ่าย ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องของสิทธิสวัสดิการ ที่ทำให้คิดเช่นนั้นเนื่องจากร่างรัฐธรรมนูญรัฐบาลมีความเห็นในเรื่องสิทธิสุขภาพที่ทำให้เชื่อว่า จะนำไปสู่การ “ร่วมจ่าย” ในอนาคต และที่กังวลคือจะเป็นการร่วมจ่ายเมื่อเจ็บป่วย ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นปัญหาย่อมเกิดขึ้นแน่นอน

Advertisement

“หากร่วมจ่าย คนระดับไหนต้องร่วมจ่าย และการร่วมจ่ายจะเป็นแบบใด หากเป็นร่วมจ่ายก่อนบริการอย่างรูปแบบการจ่ายภาษี ซึ่งทุกวันนี้เราก็จ่ายนั้น แบบนี้ยังไม่คัดค้าน แต่ที่กลัวคือการร่วมจ่ายเมื่อป่วย ซึ่งในต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ มีการร่วมจ่ายในคนรวย ซึ่งก็จะแบ่งเป็นกลุ่มๆ ปัญหาคือ ผู้ติดเชื้อเอชไอวีกลุ่มหนึ่ง แม้มีเงินจ่าย แต่จ่ายได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น สุดท้ายยังติดต่อมาที่มูลนิธิเพื่อประสานขอซื้อยา ซึ่งได้ไปติดตามดู ก็พบว่ามีผู้ติดเชื้อที่ขาดยาอีก 500 คน ดังนั้น การจะปฏิรูปหรือจะเปลี่ยนแปลงระบบสุขภาพจะต้องดูผลกระทบด้วย” นายนิมิตร์กล่าว และว่า แม้ร่างรัฐธรรมนูญจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่ก็มีความเป็นห่วง ต้องถามกลับไปยังรัฐบาลว่า ทั้งหมดนี่คือ หลักของการลดความเหลื่อมล้ำแล้วใช่หรือไม่

lif01060859p1

แต่ ศ.นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา นายกแพทยสภา กลับเห็นต่าง โดยมองว่าในมาตรา 47 ระบุถึงผู้ยากไร้ได้รับสิทธิบริการสาธารณสุขฟรี ก็เพื่อย้ำสิทธิว่าไม่มีผลกระทบต่อคนฐานะยากจนแน่นอน และปัญหาสุขภาพจะไม่ทำให้คนล้มละลาย จากการขายบ้าน ขายที่ดินเหมือนในอดีตที่ผ่านมา เพราะระบบหลักประกันสุขภาพเป็นเรื่องดี แต่ปัญหาเรื่องความยั่งยืนก็สำคัญ องค์การอนามัยโลกย้ำเสมอว่า ระบบสุขภาพที่ดีนอกจากการบริการที่มีคุณภาพและมาตรฐานแล้ว ยังต้องสร้างระบบให้มีเสถียรภาพ ความยั่งยืนด้วย ดังนั้น หากอนาคตจะมีการร่วมจ่ายจริงก็ถือเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่ในรายละเอียดก็ต้องมาคุยกันว่าจะร่วมจ่ายแบบใด ให้ได้รับการยอมรับ

“ในต่างประเทศก็ร่วมจ่ายกันหมด ทั้งสหรัฐอเมริกา แคนาดา อย่างสหรัฐจะเป็นการร่วมจ่ายแบบซื้อประกันสุขภาพ ส่วนแคนาดาร่วมจ่ายค่ายา ขณะที่สิงคโปร์ การร่วมจ่ายแบ่งออกเป็นระดับ เช่นเดียวกับไต้หวัน หากไปโรงพยาบาลขนาดเล็กหรือเทียบเท่ากับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) หรือโรงพยาบาลชุมชน ไม่ต้องจ่ายเงิน แต่จะร่วมจ่ายในอัตราที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับโรงพยาบาลที่เข้ารับบริการ โดยจะใช้แค่บัตรประชาชนใบเดียว ขณะที่ประเทศไทย หากไม่ร่วมจ่าย สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ คนแห่เข้ารับบริการกันมาก ไม่ใส่ใจสุขภาพ สิ่งสำคัญคือ ต้องป้องกันมากกว่ารักษา ดังนั้นการร่วมจ่าย ส่วนหนึ่งทำให้คนหันมาสนใจสุขภาพของตัวเอง และเมื่อระบบอยู่ได้ การบริการก็จะดีขึ้นด้วย เพราะโรงพยาบาลจะมีเงินซื้อยา ซื้ออุปกรณ์ดีๆ แต่ที่ผ่านมาโรงพยาบาลรัฐหลายแห่งประสบปัญหา ค้างหนี้บริษัทยาก็มี ดังนั้นต้องมองภาพรวมและมั่นใจว่าไม่มีการล้มบัตรทองแน่นอน” ศ.นพ.สมศักดิ์กล่าว

น.ส.สุรีรัตน์ ตรีมรรคา ผู้ประสานงานกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ กล่าวว่า มาตรา 47 ร่างรัฐธรรมนูญปี 2559 เมื่อเทียบกับฉบับปี 2540 และปี 2550 ถูกตัดข้อความสำคัญ คือ “สิทธิเสมอกัน” ในการรับบริการสาธารณสุข โดยมาตรา 47 ระบุว่า บุคคลผู้ยากไร้ย่อมมีสิทธิได้รับบริการสาธารณสุขของรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย การเรียกว่า “ผู้ยากไร้” เป็นไปได้ว่าจะกลับไปสู่ระบบอนาถา เป็นการสงเคราะห์คนยากคนจน ไม่ใช่สิทธิสวัสดิการที่ควรได้รับอีก ขณะเดียวกันจะนำไปสู่การร่วมจ่ายในอนาคตได้ เนื่องจากรัฐธรรมนูญกำหนดเช่นนี้ ก็เป็นไปได้ว่าต้องมีการร่วมจ่าย ซึ่งตรงนี้จะเป็นปัญหาก้าวต่อมา เพราะหากจะร่วมจ่ายจริงต้องร่วมจ่ายทุกกองทุน ทั้งสิทธิบัตรทอง สิทธิประกันสังคม และสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ เพราะปัจจุบันมีเพียงผู้ประกันตนที่จ่ายเงินสมทบ แต่ได้สิทธิที่ด้อยกว่า แต่หากอนาคตบัตรทองจะต้องจ่าย ข้าราชการก็ต้องจ่ายด้วย

“อย่างการขึ้นทะเบียนคนจน มองว่าไม่ถูกทาง เพราะการค้นหาคนจนแบบนี้ หาไม่มีทางหมดแน่นอน มีหลายคนไม่รู้ หาเช้ากินค่ำ ไม่มีเวลาไปขึ้นทะเบียน ไม่รู้ขั้นตอน กลายเป็นว่าหากกลุ่มนี้ไม่ขึ้นทะเบียนคนจน แต่เมื่อล้มป่วยอาการรุนแรง ก็ต้องจ่ายเงินเองหรือต้องร่วมจ่ายใช่หรือไม่ นี่คือสิ่งที่น่ากังวล” น.ส.สุรีรัตน์กล่าว