หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ทหารสายหนึ่งถูกกำจัดด้วยการ “ให้ออกจากราชการ” แต่อีกสายหนึ่งได้รับการปูนบำเหน็จ
พันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนาขึ้นดำรงตำแหน่ง “ผู้บัญชาการทหารบก” พันเอกพระยาทรงสุรเดช เป็น “รองผู้บัญชาการทหารบก” ส่วนพันตรีหลวงพิบูลสงคราม เป็น “รองผู้บังคับการกรมทหารปืนใหญ่”
ปีต่อมาเกิด “กบฏบวรเดช” ที่มี “พลเอกพระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าบวรเดช” เป็นแม่ทัพฝ่ายหนึ่ง สู้รบกับ
ฝ่ายรัฐบาลที่มี “พันโทหลวงพิบูลสงคราม” เป็นแม่ทัพฝ่ายหนึ่ง
เมื่อปราชัย “พลเอกพระองค์เจ้าบวรเดช” ก็เป็น “กบฏ” ต้องหลบหนีลี้ภัย ส่วน “พันโทหลวงพิบูลสงคราม” แม่ทัพผู้มีชัยก็เลื่อนยศเป็น “พันเอก” เลื่อนตำแหน่งเป็น “รองผู้บัญชาการทหารบก”
“คณะราษฎร” ก็เหมือนกับผู้ปกครองอื่นๆ ที่จะต้องเสริมสร้างความมั่นคงแข็งแรงให้กับตัวเอง
ในหนังสือชื่อ “การเมืองในการทหารไทย สมัยรัชกาลที่ 6” ของ “เทพ บุญตานนท์” ซึ่งปรับปรุงจากวิทยานิพนธ์ ได้บรรยายเอาไว้ตอนหนึ่งว่า
“หนทางเดียวที่จะสร้างเสถียรภาพให้แก่ตนเองก็คือการใช้มาตรการทางทหารและตำรวจ การปกครองระบอบเผด็จการทหารจึงถูกนำมาใช้ในการปกครองประเทศไทย”
เมื่อ “พระยาพหลพลพยุหเสนา” ก้าวลงจากอำนาจ “ป. พิบูลสงคราม” ก็เริ่มกระชับอำนาจ !
มีบรรยายในหนังสือเล่มเดียวกันของ “เทพ บุญตานนท์” ว่า จอมพล ป. พัฒนากรมทหารปืนใหญ่ให้เป็นกรมทหารปืนใหญ่ที่ทันสมัย จัดซื้อปืนใหญ่ชนิดใหม่ เปลี่ยนแปลงหลักสูตรในโรงเรียนทหารปืนใหญ่จากหลักสูตรเยอรมัน เป็นหลักสูตรฝรั่งเศสและเบลเยียม จัดตั้งโรงเรียนเทคนิคทหารบกที่ลอกแบบมาจากฝรั่งเศส
พัฒนากองทัพเรือ จัดซื้อเรือประเภทต่างๆ และเรือดำน้ำจากญี่ปุ่น พร้อมกับยกชั้น “กรมทหารอากาศ” ที่สังกัดกองทัพบก ด้วยการจัดตั้งเป็น “กองทัพอากาศ” จัดซื้อเครื่องบินจากสหรัฐอเมริกาเข้าประจำการ
ในยุครุ่งเรืองของ “จอมพล ป.” นั้นทหารมุ่ง “พิทักษ์รัฐธรรมนูญ” กับ “จอมพล ป.”
แต่ “อุดมคติ” ก็เป็นสิ่งไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลงได้ตามยุคสมัย และการครอบงำ !
เมื่อ “ป.พิบูลสงคราม” ถูก “สฤษดิ์ ธนะรัชต์” ลูกน้องคนสนิทที่ปั้นมากับมือโค่นล้มในปี พ.ศ.2500 สายจอมพล ป. ทั้งหมดถูกกำจัด
“อุดมคติทหาร” ที่เคยพิทักษ์รัฐธรรมนูญก็ “เปลี่ยนไป”
นับแต่นั้นมา รัฐธรรมนูญไม่ใช่แม่บทแห่งกฎทั้งปวง ไม่ได้มีความหมายอะไรเลย ถูกฉีกทิ้งได้ง่ายๆ
เพียงแค่ “นาย” สั่งเคลื่อนกำลังรบและรถถัง ทุกอย่างก็อวสาน !?!!

