กอร.ฉ.แจงไม่ใช่สลาย”ม็อบ”ทำตามกม.หลักสากล-ย้ำน้ำผสมสารเคมีแค่ระคายเคืองผิว ม็อบออกมาเยอะตำรวจก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะหวั่นไหว ต้องบังคับใช้กฎหมายเป็นไปตามขั้นตอน
เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล(บช.น.) กองอำนวยการร่วมแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง (กอร.ฉ.) โดย พล.ต.ต.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ รองผบช.ภ.2 ฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ต.จิรสันต์ แก้วแสงเอก รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล พล.ต.ต.สามารถ ม่วงสิริ นายแพทย์สบ.6 โรงพยาบาลตำรวจ พ.ต.อ.เอกลักษณ์ ดีรุ่งโรจน์ นายแพทย์ (สบ.5) กลุ่มงานศูนย์ส่งกลับและรถพยาบาล โรงพยาบาลตำรวจ และพ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร. ร่วมกันแถลงกรณีสถานการณ์การชุมนุมทางการเมืองบริเวณแยกปทุมวัน ถนนพระรามที่ 1 แขวงและเขตปทุมวัน กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม ที่ผ่านมา
พล.ต.ต.ยิ่งยศ กล่าวว่า การปฏิบัติการตำรวจปฏิบัติโดยยึดหลักกฎหมายสากลเป็นหลัก กระบวนการขั้นตอนทุกอย่างมีการแจ้งเตือนทั้งการแถลงข่าว รวมถึงแจ้งเตือนในพื้นที่การชุมนุม การแสดงกำลัง การใช้กำลังเข้าเข้าควบคุมพื้นที่ตามกฎหมาย โดยดำเนินการตามยุทธวิธีและหลักสากล ไม่มีการใช้อาวุธรุนแรงตามที่เป็นข่าวปรากฎตามสื่อต่างๆ ขอย้ำว่าตำรวจไม่อยากปฏิบัติการใดใดทั้งสิ้นที่จะเกิดผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจของพี่น้องประชาชน แต่ตำรวจจำเป็นต้องทำตามหน้าที่ เพราะมีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง ขอให้ประชานที่จะวางแผนเข้าร่วมชุมนุมหรือสนับสนุนให้มีการชุมนุม หรือการดำเนินการใดใดก็ตามที่จะเข้ามาชุมนุมในห้วงเวลานี้ ยืนยันว่าเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ตำรวจในฐานะเจ้าพนักงานที่มีหน้าที่บังคับใช้กฎหมายจำเป็นต้องปฏิบัติการตามกฎหมาย โดยทำในกรอบหลักกฎหมาย หลักสิทธิมนุษยชน และหลักสากล และแจ้งเตือนเรื่องการกระทำที่อาจจะเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะการกระทำเกี่ยวกับเรื่องเส้นทางคมนาคม ระบบขนส่ง ทั้งนี้การกระทำใดใดก็ตามที่เป็นการปิดเส้นทางคมนาคม ทำลายระบบขนส่งเป็นความผิดกฎหมายอาญาร้ายแรง
พล.ต.ต.จิรสันต์ กล่าวว่า กรณีการปิดสถานีให้บริการรถไฟฟ้า โดยระบบรถไฟฟ้าบีทีเอส จะปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 14.30 น. จำนวน 14 สถานี ดังนี้ 1.สถานีอารีย์ 2.สถานีสนามเป้า 3.สถานีอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ 4.สถานีพญาไท 5.สถานีราชเทวี 6.สถานีสยาม 7.สถานีชิดลม 8.สถานีเพลินจิต 9.สถานีนานา 10.สถานีอโศก 11.สถานีพร้อมพงษ์ 12.สถานีสนามกีฬาแห่งชาติ 13.สถานีราชดำริ 14.สถานีศาลาแดง ส่วนสถานีอื่นยังให้บริการตามปกติ ส่วนรถไฟฟ้าใต้ดินสายสีน้ำเงินทุกสถานีปิดให้บริการเมื่อเวลา 12.30 น. สายสีม่วงยังให้บริการปกติ ส่วนแอร์พอตเรียลลิ้งค์ ปิดให้บริการ 1 สถานีคือสถานีพญาไท
พล.ต.ต.จิรสันต์ กล่าวต่อว่า ส่วนการปิดการจราจร ในด้านการข่าวกลุ่มผู้ชุมนุมอาจไปชุมนุม 2 จุดหลัก 1.บริเวณอนุสาวรียชัยสมรภูมิ ซึ่งเป็นจุดที่มีโรงพยาบาลอยู่หลายโรงพยาบาลมาก จึงมีการพิจารณาปิดการจราจรไม่ให้กระทบกับการเดินทางของประชาชนที่จะต้องมาทำการรักษาพยาบาลบริเวณดังกล่าว จึงปิดจราจรเส้นทางถนนราชวิถี กรณีมาจากดินแดงจะเริ่มปิดการจราจรที่ซอยราชวิถี 9 หากมาจากสามเหลี่ยมดินแดงให้เลี้ยวซ้ายออกไปทางซอยรางน้ำ สามารถซ้ายไปทางถนนราชปรารถ หรือขวาไปถนนพญาไท สำหรับถนนราชวิถีฝั่งโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า จะปิดการจราจรที่ปากซอยเสนารักษ์ จากแยกตึกชัยจะเข้ามาที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า จากถนนพญาไทจะไปโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าให้เข้าซอยโยธี ไปออกซอยเสนารักษ์เข้าโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ส่วนฝั่งจากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิมุ่งหน้าแยกพญาไท ปิดการจราจรบริเวณปากซอยรางน้ำ สามารถเลี้ยวซ้ายไปแยกพญาไท ด้านถนนพหลโยธิน ปิดการจราจรตั้งแต่ลงทางด่วนอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ สามารถเลี้ยวขวาออกไปถนนพหลขาออกได้ตามปกติ ซึ่งจะมีการควบคุมพื้นที่รอบวงเวียนอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ
พล.ต.ต.จิรสันต์ กล่าวว่า จุดที่2 บริเวณแยกอโศก ปิดถนน 3 เส้นหลัก บริเวณ 1.ถนนสุขุมวิท ขาเข้าปิดตั้งแต่ปากซอยสุขุมวิท 24 ขาออกปิดตั้งแต่แยกนานา 2.ถนนรัชดาภิเษก ปิดที่แยกรัชดาพระราม 4 3.ถนนอโศกมนตรี ปิดที่แยกอโศก-เพชรบุรี อย่างไรก็ตามยังไม่มีกำหนดเวลาที่จะปิดการจราจรที่แน่นอน ทั้งนี้จะประเมินตามสถานการณ์ และจะประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับทราบทุกช่องทาง ทั้งนี้การเลือกปิดเส้นทางดังกล่าวเป็นเพียงสมมติฐานว่ากลุ่มผู้ชุมนุมอาจมีการชุมนุมในพื้นที่ดังกล่าว แต่หากมีสถานการณ์เปลี่ยนแปลงก็จะมีการปรับเปลี่ยนวิธีการต่อไป พร้อมย้ำว่าจะมีการจัดการจราจรเพื่อลดผลกระทบให้กับประชาชนให้น้อยที่สุด
พล.ต.ต.สามารถ กล่าวว่า มีตำรวจได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่บังคับใช้กฎหมายกับผู้ชุมนุมจำนวน 5 ราย และอีกประมาณ 10 ราย ได้ปฐมพยาบาล ณ จุดเกิดเหตุ และมีประชาชนได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย 3 ราย มี 2 รายรักษาอาการที่แผนกผู้ป่วยนอก ที่ รพ.หัวเฉียว มีอาการหายใจเร็ว อีกรายถูกสารเคมี และอีก 1 รายรักษาที่ รพ.จุฬาฯ เนื่องจากหายใจเร็ว เน้นย้ำว่า โรงพยาบาลตำรวจมีหน้าที่ดูแลรักษาทั้งประชาชนและตำรวจ ไม่เลือกปฏิบัติ ทั้งนี้แนวทางการทำงานของระบบการแพทย์ รพ.ตำรวจมีการเชื่อมโยงเครือข่ายทางการแพทย์ทุกโรงพยาบาลในกรณีมีการชุมนุม ผู้ที่ดูแลระบบจะเป็นกรมการแพทย์ โดยศูนย์เอราวัณ มีหน้าที่จัดทีมแพทย์เข้าประจำจุดต่างๆ ในส่วน รพ.ตำรวจ จะประจำจุดอยู่ใกล้บริเวณที่ชุมนุม
ส่วนกรณีมีการแชร์คลิปทางโซเชียลมีเดีย ที่ตำรวจไม่ยอมเปิดแนวกั้นให้รถพยาบาลที่มีคนไข้ผ่านเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตนั้น พ.ต.อ.เอกลักษณ์ ชี้แจงข้อเท็จจริงว่า มีคนไข้ประจำของ รพ.ตำรวจ มีอาการป่วยเล็กน้อย มีไข้ และต้องการเดินทางมาตรวจรักษา จึงจ้างรถ รพ.เอกชน มาส่งที่ รพ.ตำรวจ เมื่อถึงแนวกั้นตำรวจ ได้รับแจ้งจากตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ว่ามีการปิดเส้นทางการชุมนุม ทางคนขับรถก็เข้าใจและรับทราบล่วงหน้าว่าจะมีเหตุการณ์ชุมนุมอยู่แล้ว จึงเปลี่ยนเส้นทางนำคนไข้มาที่ห้องฉุกเฉิน และได้รับการรักษาได้อย่างปลอดภัย
พล.ต.ต.ยิ่งยศ กล่าวอีกว่า การดำเนินการของตำรวจเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม ไม่ใช่การสลายการชุมนุม แต่เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายเพื่อเข้าควบคุมพื้นที่ตามหลักสากล เนื่องจากมีการแจ้งเตือนผ่านสื่อมวลชนถึง 3 ครั้ง และมีการแจ้งในที่ชุมนุมอีกหลายครั้ง ซึ่งการควบคุมพื้นที่ก็เป็นไปตามหลักสากล มีการใช้น้ำแรงดัน จากเบาไปหาหนัก และขอยืนยันว่าส่วนผสมที่อยู่ในน้ำเป็นสารเคมี ที่ไม่เป็นอันตรายต่อเยื่อบุตา หรือถึงแก่ชีวิตของกลุ่มผู้ชุมนุม อาจมีผลข้างเคียงทำให้ผิวหนังระคายเคืองเท่านั้น
ทั้งนี้สารเคมีดังกล่าวทางตำรวจยังไม่สามารถยืนยันได้ แต่จะตรวจสอบอีกครั้ง รวมถึงจะเชิญเจ้าหน้าที่ทางเทคนิคมาร่วมแถลงข่าวชี้แจงในครั้งต่อไป เมื่อสอบถามว่าตำรวจเป็นผู้สั่งซื้อสารดังกล่าวมาเอง ทำไมจึงไม่ทราบว่าคือสารอะไร ทางโฆษก ตร. ชี้แจงว่า เป็นสารที่อารยะประเทศใช้กัน เพื่อให้รู้ว่าใครเป็นผู้กระทำผิด
ถามว่าม็อบนัดเลิกชุมนุมเวลา 22.00 น. ทำไมตำรวจถึงเข้าควบคุมพื้นที่ก่อน โฆษก ตร.กล่าวว่า พ.ร.ก.ฉุกเฉิน กำหนดห้ามชุมนุม และตำรวจมีประกาศห้ามชุมนุมตั้งแต่ 12.30 น. ดังนั้นจะเลิกชุมนุมหรือไม่เลิกก็ถือว่าเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน อีกเหตุผลหนึ่งที่บังคับใช้กฎหมายในทุกมิติเนื่องจากประชาชนที่ไม่เกี่ยวข้องในการชุมนุมได้รับความเดือดร้อน ไม่สามารถใช้เส้นทางจราจรได้ ส่วนประชาชนที่มีความเห็นตรงข้ามแม้ตำหนิการทำงานของตำรวจว่าทำเกินกว่าเหตุหรือไม่ แล้วแต่การตีความ แต่ยืนยันว่าตำรวจทำตามหน้าที่
ส่วนการกระทำของตำรวจจะเป็นแรงกระเพื่อมให้กลุ่มผู้ชุมนุมออกมาชุมนุมมากกว่าเดิมหรือไม่นั้น ตำรวจก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะหวั่นไหว และต้องบังคับใช้กฎหมายเป็นไปตามขั้นตอน และจะบังคับใช้กฎหมายตามสถานการณ์ผู้ชุมนุม

