ประกาศคณะกรรมการอัยการเรื่องการแบ่งหน่วยงาน และการกำหนดอำนาจและหน้าที่หน่วยงานภายในสำนักงานอัยการสูงสุด มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2563 มีการจัดตั้งหน่วยงานขึ้นใหม่น่าสนใจ คือ สถาบันนิติวัชร์
องค์กรน้องใหม่นี้ประกอบไปด้วย 3 สำนักงาน คือสำนักเลขาธิการสถาบันนิติวัชร์ สำนักงานวิจัยกฎหมายอาญาและพัฒนากระบวนการยุติธรรม และสำนักงานประสานงานกระบวนการยุติธรรม ขึ้นตรงต่ออัยการสูงสุด มีเลขาธิการสถาบันนิติวัชร์เป็นผู้บังคับบัญชา
“ม.ล.ศุภกิตต์ จรูญโรจน์” เลขาธิการนิติวัชร์ ให้รายละเอียดการจัดตั้งสถาบันนี้ ว่า นาม “นิติวัชร์” ได้รับพระราชทานจากสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ในฐานะพระองค์ทรงเป็นอัยการ ทรงเข้าใจปัญหาเเละมีมุมมองในหลายเรื่องเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรม ไม่ว่างานด้านต่างประเทศ สิทธิเด็กและสตรี เมื่อได้ขอพระราชทานชื่อเข้าไป ก็ได้รับพระราชทานนามสถาบันว่า “นิติวัชร์” มาจาก “นิติ” คือกฎหมาย “วัชร์” ก็คือเพชร หรือเเปลรวมกันได้ว่า “สถาบันกฎหมายที่มีค่าดั่งเพชร”
ในด้านบทบาทหน้าที่ ม.ล.ศุภกิตต์อธิบายเพิ่มเติมว่า ในกระบวนการยุติธรรมมีองค์กรอยู่หลากหลาย ที่ประชาชนรับรู้ทั่วไปทั้ง ตำรวจ อัยการ เเละศาล ความจริง ป.ป.ช., ป.ป.ท., ดีเอสไอ หรือกระทั่ง กกต. ก็ล้วนอยู่ในกระบวนการยุติธรรมด้วย เพราะองค์กรไหนที่กฎหมายให้อำนาจและมีบทลงโทษ ไม่ว่าโทษทางอาญาหรือโทษที่กระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนล้วนอยู่ในกระบวนการยุติธรรมทั้งหมด แะเดิมแต่ละองค์กรหรือการเมือง จะมีหน่วยงานวิจัยเชิงวิชาการ แต่ส่วนมากจะมองแค่อำนาจองค์กรตัวเองว่า มีอำนาจตามกฎหมาย และจะทำอย่างไรที่จะผลักดันกฎหมายหรือแก้ไขกฎหมาย โดยดูในเชิงอำนาจว่าองค์กรตัวเองจะทำอะไรได้บ้าง
สถาบันนิติวัชร์ถึงแม้จะอยู่ภายในอัยการสูงสุดงานแต่ไม่ใช่เเบบนั้น เพราะการผลิตหรือการทำงานศึกษาวิจัยมีวัตถุประสงค์ไม่ใช่เพื่อสะท้อนความต้องการองค์กรอัยการ แต่จะสะท้อนความต้องการประชาชน โดยจะไปดูภาพรวมว่าแต่ละองค์กรในกระบวนการยุติธรรม สามารถตอบสนองให้ความเป็นธรรมแก่ประชาชนได้มากน้อยแค่ไหน
ภารกิจเเรกของสถาบันนิติวัชร์ จะรวบรวมว่าแต่ละองค์กรมีมุมมองในกระบวนการยุติธรรมอย่างไร แล้วสถาบันจะมาศึกษาวิจัยว่าในกระบวนการยุติธรรมแต่ละองค์กรสามารถดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ ตอบสนองสังคมประชาชนด้านความเป็นธรรมได้มากน้อยแค่ไหน จากนั้นจะผลักดันให้เกิดเป็นรูปธรรม โดยไม่จำเป็นออกมาในรูปแบบกฎหมายอย่างเดียว บางเรื่องเป็นแค่กฎระเบียบหรือบันทึกความร่วมมือข้อตกลงระหว่างองค์กรมาเป็นแนวปฏิบัติให้เกิดผล ซึ่งง่ายกว่าการออกกฎหมาย เพราะแต่ละหน่วยงานก็มีกฎหมายอยู่ในมืออยู่แล้ว
“เราจะเห็นว่าการแก้กฎหมายแต่ละครั้ง ไม่ใช่มาจากการวิจัย เเต่หลายเรื่องออกมาจากคดีดังๆ กระแสสังคม เเละจากสื่อมวลชน ลองย้อนไปดูสมัยก่อนกฎหมายมีเรื่องวิสามัญ โจ ด่านช้าง เป็นข่าวดัง ไปแก้กฎหมายเรื่องการวิสามัญ หรือเรื่องชันสูติ หรือมีเรื่องจับแพะ ก็ไปแก้กฎหมายเป็นการเเก้ตามสถานการณ์ ดังนั้น ต้องมามองข้อกฎหมายกันอีกว่า เราจะมองบริบทของบุคคลในการสร้างความเป็นธรรมว่า กระบวนการยุติธรรมนั้นควรเดินไปอย่างไร ไม่ใช่ต่างฝ่ายต่างดูอำนาจของตัวเองแล้วทำไป กลายเป็นอัยการรับสำนวนมา ศาลพิจารณาก็ทำไป โดยที่ไม่มีการประสานกัน”
เลขาฯสถาบันนิติวัชร์ยังยกตัวอย่างภารกิจสำนักงานประสานงานกระบวนการยุติธรรม สังกัดสถาบันนิติวัชร์ ว่า ภารกิจเเรกสำนักงานนี้ คือการเอางานวิจัยหรือความรู้ที่มีอยู่ไปผลักดันประสานงานแต่ละหน่วยงานในกระบวนยุติธรรมให้ตอบสนองด้านความเป็นธรรมระหว่างศาล อัยการ เเละตำรวจ เช่น คดีบอส อยู่วิทยา เป็นคดีตัวอย่างที่เกี่ยวข้องกับผู้บังคับใช้กฎหมาย หลายเรื่องในคดีที่องค์กรในกระบวนการยุติธรรมต่างฝ่ายต่างกระทำ ต่างฝ่ายต่างจะสร้างผลผลิตของตัวเอง โดยไม่ได้มองถึงตัวผู้ถูกกระทำ หลายเรื่องไม่เป็นอย่างที่ควร อัยการเองก็เชื่อมกลางระหว่างองค์กรที่มีอำนาจสอบสวนกับองค์กรที่มีอำนาจพิพากษา การเชื่อมระหว่างคนตั้งแท่นข้อเท็จจริง คนตั้งเรื่อง ส่งผ่านไปสู่คนตัดสิน คนกลางอาจจะไม่รับรู้ว่าเรื่องที่ตั้งขึ้นมาจริงหรือไม่ ถูกบิดเบือนมาหรือไม่
หากมองบุคคลในแง่ดีก็คือ เป็นเรื่องที่เข้าใจผิดมาตั้งแต่แรก ทั้งที่ความเป็นจริงทุกคนตั้งใจทำงาน แต่การตั้งใจอาจเข้าใจผิดทำให้ข้อเท็จจริงถูกบิดเบือนไป
อัยการเองเป็นส่วนกลางส่งผ่านข้อเท็จจริงที่ถูกบิดเบือน ส่งผ่านไปยังอีกองค์กรหนึ่งที่ทำหน้าที่ตัดสินคดีทำให้เข้าใจผิดไปด้วยแล้วก็ตัดสินไปอีกทาง ซึ่งผู้บริหารอัยการเองก็นึกถึงจุดนี้ จึงอยากให้ผู้บังคับใช้กฎหมายสามารถเดินในสิ่งที่ถูกต้อง จึงก่อตั้งสถาบันนี้ขึ้นมา
เป้าหมายสถาบันนิติวัชร์คือ จะก้าวเดินออกไปประสานงานหน่วยงานภายนอก ทั้งกระทรวงยุติธรรม มีดีเอสไอ มีราชทัณฑ์ และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เเต่อาจจะมีปัญหาคือทุกคนอาจมองว่ามาจากอัยการ ตรงนี้คือสิ่งที่ต้องยอมรับความจริง เพราะสถาบันนี้เป็นหน่วยงานที่อยู่ในสำนักงานอัยการสูงสุด แต่ทั้งอัยการสูงสุดและผู้บริหารทุกคนตระหนักถึงการประสานงานในกระบวนการยุติธรรม เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ประชาชน
ดังนั้นต้องชี้เหตุผล ทำความเข้าใจว่าสถาบันไม่ใช่เป็นตัวแทนอัยการ เพราะถ้าเป็นตัวเเทนองค์กรอัยการจะไม่สามารถไปประสานงานคุยกับองค์กรอื่นได้ เพราะคงไม่มีองค์กรไหนยอมรับ เเต่จะสะท้อนถึงภาพกระบวนการยุติธรรมโดยรวม ตรงนี้คือภารกิจสถาบันโดยไม่แตะต้องสัมผัสตัวองค์กรอัยการ
“ตัวบุคคลที่อยู่ในองค์กรนี้ไม่ว่าจะเป็นหัวสำนักงานในสถาบันต่างๆ ได้คัดคนที่มีความรู้ความสามารถถึงแม้จะเป็นอัยการเเต่ก็เป็นด้านเฉพาะทางเป็นนักวิชาการ ที่มีวิสัยทัศน์สะท้อนภาพว่ากระบวนการยุติธรรมภาพรวมควรเดินทางไปตรงไหน ตรงนี้ความคาดหวังของผู้บริหารอัยการคือให้สถาบันทำในจุดที่ว่ากระบวนการยุติธรรมแต่ละท่อนสามารถเชื่อมกันได้ เราออกเเบบสถาบันมาเพื่อสร้างความเป็นธรรมให้แก่ประชนอย่างแท้จริง” มล.ศุภกิจกล่าวทิ้งท้าย
ตรงนี้จึงเป็นงานหินที่สถาบันนิติวัชร์จะพิสูจน์ให้เป็นที่ประจักษ์เเก่สังคมต่อไป

