อสส.เปิดใจ’คดีบอส’ครั้งแรก รับเป็นบทเรียน ระบุไม่ใช้อำนาจพิจารณาคดีร้องขอความเป็นธรรมเอง เพื่อให้ถ่วงดุล

5.11.20 | 12:20 น.
“วงศ์สกุล”อัยการสูงสุด เปิดใจครั้งแรก รับคดีบอสเป็นบทเรียน แจงไม่ใช้อำนาจพิจารณาคดีร้องขอความเป็นธรรมเอง เพื่อให้เกิดการถ่วงดุล เผยอัยการสูงสุดสั่งสำนวนเองปีละ 6-7 พันเรื่อง ส่วนการทำงานคดีการเมืองพิจารณาตามหลักฐาน-กฎหมาย

เมื่อวันที่ 5 พฤศจิากยน ที่อิมแพ็คฟอรั่ม ฮอลล์ 4 เมืองทองธานี ในการจัดงาน “มิติใหม่อัยการแผ่นดิน” นายวงศ์สกุล กิตติพรหมวงศ์ อัยการสูงสุด ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีองค์กรอัยการเผชิญวิกฤตศรัทธาจากประชาชนในช่วงที่ผ่านมา เช่นคดีนายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือบอส อยากกล่าวอะไรเพิ่มเติม ว่า ในกระแสที่พี่น้องประชาชนคิดอะไรต่างๆ สำนักงานอัยการสูงสุดเราได้แถลงให้ทราบในหลายเรื่อง ใช้ข้อเท็จจริงที่อยู่ในสำนวนการสอบสวน ใช้กฎหมาย กฎระเบียบ สิ่งต่างๆ ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา สำนักงานอัยการสูงสุดแก้ไขปัญหาได้ดีระดับหนึ่ง จะเป็นบทเรียนของสำนักงานอัยการสูงสุดส่วนหนึ่ง เราอาจจะต้องปรับปรุงกฎระเบียบที่รองรับ เอื้อต่อการอำนวยความยุติธรรมมากขึ้น จะเห็นได้ว่าสุดท้ายเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏ เป็นการใช้ดุลยพินิจสั่งสำนวนของอัยการท่านหนึ่งเท่านั้นเอง เป็นเรื่องปกติของสำนักงานอัยการสูงสุดและกระบวนการยุติธรรมไทยทั่วไป

นายวงศ์สกุล กล่าวต่อไปว่า การร้องขอความเป็นธรรมมีมาหลายสิบปี ตั้งแต่มีระเบียบอัยการในปี 2528 ในสมัยนั้นต้องให้รองอธิบดีเป็นผู้ใช้อำนาจนี้ จนกระทั่งปี 2537 ดร.คณิต ณ นคร เข้ารับตำแหน่งอัยการสูงสุด เปลี่ยนระเบียบการร้องขอความเป็นธรรมให้เสนออัยการสูงสุดเป็นผู้สั่ง ใช้อำนาจระเบียบนี้อยู่พักใหญ่ กระทั่งเกิดคดี สปก.4-01 ที่ จ.ภูเก็ต ดร.คณิต สั่งไม่ฟ้อง เห็นว่าเป็นเรื่องนโยบายของรัฐ อย่างไรก็ดี การใช้อำนาจสั่งของอัยการสูงสุดจะไปตัดอำนาจของผู้กลั่นกรองตาม ป.วิอาญา มาตรา 145 ซึ่งไม่ต้องส่ง ผบ.ตร. ให้ความเห็นชอบ ก็เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากมาย ในที่สุด ดร.คณิต ก็ออกคำสั่งยกเลิกการใช้ระเบียบของท่านเอง

จนกระทั่งสมัยนายสุชาติ ไตรประสิทธิ์ เป็นอัยการสูงสุด มีการปรับเปลี่ยนระเบียบร้องขอความเป็นธรรมกลับมาใหม่ โดยให้รองอัยการสูงสุดที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้พิจารณา ถ้ารองอัยการสูงสุดมีความเห็นการสั่งคดีไปอย่างไร ก็ใช้มาตรา 145 ส่งให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) หรือผู้ว่าราชการจังหวัดให้ความเห็นชอบอีกครั้งหนึ่ง ถ้าผู้ว่าฯ หรือ ผบ.ตร. เห็นแย้ง อัยการสูงสุดจึงจะใช้อำนาจหน้าที่ไปชี้ขาดความเห็นอีกครั้งตามมาตรา 145 การร้องขอความเป็นธรรมเป็นประโยชน์ต่อประชาชน บางครั้งผู้รวบรวมพยานหลักฐานอาจรวบรวมไม่ครบถ้วน ผู้ต้องหา ผู้เสียหาย ประชาชนอาจมาร้องอัยการว่ามีพยานหลักฐานที่ต้องรวบรวมต้องใช้อีกเยอะแยะ

“หลักการร้องขอความเป็นธรรมของสำนักงานอัยการสูงสุดนับตั้งแต่สมัย ดร.คณิต เป็นต้นมา ไม่มีอัยการสูงสุดท่านใดเลยไปใช้อำนาจในเรื่องคดีร้องขอความเป็นธรรม ทั้งนี้ก็เพื่อจะให้มีการตรวจสอบถ่วงดุลตามมาตรา 145 ผมคิดว่าเรื่องนี้ถ้าเกิดประชาชนได้ทราบข้อเท็จจริงที่ชัดเจน ผมคิดว่าประชาชนจะเข้าใจ ว่าระบบการทำงานของสำนักงานอัยการสูงสุดเอื้ออำนวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชนทั่วไปอย่างไร” นายวงศ์สกุล กล่าว

นายวงศ์สกุล กล่าวด้วยว่า การร้องขอความเป็นธรรมมีขั้นตอนอยู่ ถ้ามีพยานหลักฐานเกี่ยวข้อง บางคดีเหตุเกิดเป็นสิบปีพยานหลักฐานเพิ่งปรากฏก็มี บริบทแต่ละเรื่องมีความแตกต่างกันไป ร้องได้ตลอดเวลา อยู่ในเงื่อนไขพยานหลักฐานฟังได้หรือไม่ก็แล้วแต่ละเรื่องไป

Advertisement

เมื่อถามถึงการทำงานของสำนักงานอัยการสูงสุดหลังปรับโครงสร้าง คดีที่ยังมีข้อคลางแคลงใจต้องเรียกมาดูหรือไม่ นายวงศ์สกุล กล่าวว่า การทำงานของสำนักงานอัยการสูงสุดในปีๆ หนึ่ง อัยการสูงสุดต้องดูแลเฉพาะสำนวนที่อัยการสูงสุดต้องสั่งเอง ในคดีความผิดนอกราชอาณาจักร, พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต และชี้ขาดความขัดแย้ง ทั้ง 3 ประเภทนี้ อัยการสูงสุดต้องสั่งถึง 6-7 พันเรื่องในปีหนึ่ง ส่วนการร้องขอความเป็นธรรม อัยการสูงสุดสามารถมอบหมายให้รองอัยการสูงสุดหรือผู้ตรวจราชการที่รับผิดชอบเข้าไปช่วยดำเนินการดูแล ผู้ได้รับมอบหมายจะมีอำนาจสิทธิขาดดำเนินไปในส่วนนั้นๆ ตามรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมายอัยการ

อัยการสูงสุด ยืนยันว่า พนักงานอัยการทุกคนมีอิสระในการพิจารณาสำนวนคดีเป็นของตนเอง ไม่มีใครสามารถสั่งได้ คล้ายกับผู้พิพากษาของศาลยุติธรรม อัยการสูงสุดจะไปชี้นำสั่งอย่างไรไม่ได้เลย เป็นหลักประกันพนักงานอัยการทำงานภายใต้ดุลยพินิจ อัยการสูงสุดจะเข้าไปควบคุมได้ต่อเมื่อมีเหตุ เช่น พนักงานอัยการสั่งสำนวนช้าจนผู้ต้องหาหรือผู้เสียหายร้องเข้ามา เราก็จะเข้าไปดูปฏิบัติตามระเบียบขั้นตอนหรือเปล่า แต่ดุลยพินิจในการสั่งคดียังเป็นของเขาเหมือนเดิม

เมื่อถามถึงแนวทางการรับมือของอัยการต่อคดีการเมืองในยุคนี้ที่จะมีมากขึ้น นายวงศ์สกุล กล่าวว่า หลักการทำงานของอัยการสูงสุดเราใช้พยานหลักฐานเป็นหลัก พิจารณาตามพยานหลักฐาน ภายใต้กฎหมายระเบียบที่เกี่ยวข้อง