อนุทิน ตั้งเป้าปี’ 65 บัตรทองรักษาฟรีทุกที่ทั่วไทย สปสช.เร่งหาคลินิกรองรับคนกรุง

5.11.20 | 16:49 น.
อนุทิน ตั้งเป้าปี’ 65 บัตรทองรักษาฟรีทุกที่ทั่วไทย สปสช.เร่งหาคลินิกรองรับคนกรุง

วันนี้ (5 พฤศจิกายน 2563) ที่โรงแรมเซ็นทรา บายเซ็นทารา ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เป็นประธานเปิดการประชุมสร้างความร่วมมือเครือข่ายภาคประชาชน เพื่อชี้แจงนโยบายของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) พร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “ยกระดับบัตรทอง 4 บริการ สู่หลักประกันสุขภาพยุคใหม่”

นายอนุทิน กล่าวว่า ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) ที่มีมากว่า 18 ปี นับตั้งแต่การเริ่มต้นโครงการ 30 บาท รักษาทุกโรค ที่ถูกมองว่าเป็นไปไม่ได้ แต่ที่ผ่านมา สปสช.ได้ยกระดับสู่การขยายการดูแลผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์ การดูแลผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย และการดูแลผู้ป่วยโรคค่าใช้จ่ายสูงอย่างผู้ป่วยมะเร็ง รวมถึงการครอบคลุมค่าใช้จ่ายยาราคาแพง เป็นต้น และวันนี้เป็นอีกครั้งหนึ่งของความท้าทายใหม่ในระบบบัตรทอง เพื่อลดปัญหาและอุปสรรคการเข้ารับบริการให้กับประชาชน ที่นำมาสู่การพัฒนายกระดับบัตรทองใน 4 รายการบริการ ได้แก่ 1.ประชาชนเจ็บป่วยไปรับบริการกับหมอประจำครอบครัวในหน่วยบริการปฐมภูมิทุกที่ในระบบบัตรทอง ตามนโยบาย “30 บาทรักษาทุกที่” โดยเป็นการเริ่มที่บริการระดับปฐมภูมิ เบื้องต้นนำร่องในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ซึ่งภาพรวมโครงสร้างของระบบบริการมีความพร้อมที่จะเดินหน้าได้ โดย สธ.และ กรุงเทพมหานคร (กทม.) จะขยายเครือข่ายบริการปฐมภูมิเพื่อรองรับ มีการเชื่อมต่อข้อมูลคลินิกหมอครอบครัวและผู้ป่วยเพิ่มเติม จัดทำระบบตรวจสอบสิทธิผ่านแอพพลิเคชั่น และมีระบบยืนยันตัวตนประชาชนในการรับบริการผ่านบัตรประชาชน ทั้งนี้เริ่มแล้วตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายนเป็นต้นมา

นายอนุทิน กล่าวว่า 2.ผู้ป่วยในไม่ต้องกลับไปรับใบส่งตัว จากเดิมผู้ป่วยสิทธิบัตรทองที่เข้ารับการรักษาตัวเป็นผู้ป่วยในโรงพยาบาล (รพ.) มีส่วนหนึ่งต้องนอนรักษาต่อเนื่องด้วยสาเหตุทางการรักษา ซึ่งในกรณีที่ใบส่งตัวครบกำหนด ในการใช้สิทธิบัตรทองต่อเนื่อง ผู้ป่วยหรือญาติต้องกลับไปยังหน่วยบริการประจำเพื่อขอใบส่งตัวใหม่ เกิดความไม่สะดวกและเป็นปัญหา โดยเฉพาะผู้ป่วยที่อยู่ต่างจังหวัด ดังนั้นเพื่ออำนวยความสะดวกดูแลในกรณีนี้ สปสช.ได้ปรับระบบให้ผู้ป่วยในสามารถรักษาต่อเนื่องได้ทันทีตามการวินิจฉัยของแพทย์โดยไม่ต้องใบส่งตัว ใช้เพียงบัตรประชาชนตรวจสอบตัวตนผู้ป่วย ซึ่งจะนำร่องในพื้นที่เขต 9 เริ่มวันที่ 1 พฤศจิกายนนี้ ส่วนในกรุงเทพฯ และปริมณฑล จะเริ่มวันที่ 1 มกราคม 2564 ก่อนขยายไปยังจังหวัดอื่นๆ ต่อไป 3.โรคมะเร็งไปรับบริการที่ไหนก็ได้ที่พร้อม โดยโรคมะเร็งเป็นภาวะเจ็บป่วยที่ต้องรับการรักษาโดยเร็ว เพื่อไม่ให้อาการลุกลามและมะเร็งบางชนิดยังเป็นการเพิ่มโอกาสที่จะรักษาให้หายขาดได้ แต่ด้วยขั้นตอนการส่งตัวผู้ป่วยสิทธิบัตรทอง บางครั้งอาจเป็นอุปสรรคทำให้ผู้ป่วยมะเร็งไม่สามารถเข้าถึงการรักษาได้โดยเร็ว ดังนั้น สปสช.ได้ปรับระบบการดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้

Advertisement

“ผู้ป่วยที่ถูกวินิจฉัยแล้วว่าเป็นมะเร็ง จะได้ใบรับรองและประวัติ เพื่อเลือกไปรับบริการที่อื่นผ่าน 3 ช่องทาง คือ สายด่วน สปสช.1330 แอพพ์ฯ สปสช. และติดต่อที่หน่วยบริการโดยตรง เฉพาะที่ รพ. รักษามะเร็งที่มีความพร้อมเข้าร่วม ให้บริการตามโปรโตคอลรักษามะเร็ง บริการระบบสาธารณสุขทางไกล (Telehealth) บริการปรึกษาเภสัชกรทางไกล (Telepharmacy) และการให้ยาเคมีบำบัดที่บ้าน (Home Chemotherapy) โดยค่าบริการให้ส่งข้อมูลเบิกจ่ายมายัง สปสช. ซึ่งได้มีการออกแบบการบริหารจัดการไว้แล้ว ทั้งนี้จะเริ่มใน รพ.ที่มีความพร้อมทั่วประเทศ ในวันที่ 1 มกราคม 2564” นายอนุทิน กล่าว

นายอนุทิน กล่าวว่า 4.ย้ายหน่วยบริการได้สิทธิทันที ไม่ต้องรอ 15 วัน เป็นปัญหาที่ประชาชนเรียกร้องมาระยะหนึ่ง ด้วยติดขัดการเข้ารับรักษาในช่วงของการเปลี่ยนหน่วยบริการที่ตามระบบกำหนดให้ต้องรอ 15 วัน แต่ด้วยระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่พัฒนาก้าวหน้า โดยเฉพาะการเชื่อมต่อข้อมูลไปยังหน่วยบริการ ทำให้ สปสช. สามารถปรับระบบแก้ปัญหาช่องว่างนี้ได้ ประชาชนสามารถเข้ารับบริการที่หน่วยบริการใหม่ได้ทันทีหลังเปลี่ยนหน่วยบริการประจำ รวมถึงกรณีที่ประชาชนเปลี่ยนหน่วยบริการเองผ่านแอพพ์ฯ สปสช. โดยหน่วยบริการสามารถพิสูจน์สิทธิ และเบิกจ่ายค่าบริการผ่านบัตรประชาชนระบบสมาร์ทการ์ด จะเริ่มพร้อมกันทั่วประเทศในวันที่ 1 มกราคม 2564

นายอนุทิน กล่าวอีกว่า คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) เห็นชอบก่อนหน้านี้ ทั้งนี้การรักษาทุกที่ในเครือข่ายหน่วยบริการชุมชนอบอุ่น เป็นอีกก้าวที่สำคัญของระบบบัตรทอง เพื่อมุ่งสู่นโยบาย “บัตรทองรักษาทุกที่” ที่ความตั้งใจของตน ประกอบกับการแก้ไขปัญหาผลกระทบที่เกิดกับคนกรุงเทพฯ เกือบ 2 ล้านคน จากกรณีที่ สปสช. ต้องยกเลิกคลินิกในระบบเกือบ 200 แห่ง ทำให้ไม่มีหน่วยบริการประจำรองรับ เป็นสถานการณ์ที่จะพลิกวิกฤตเป็นโอกาส ในการปรับระบบบริการปฐมภูมิรูปแบบใหม่ที่จะทดลองนำร่องในกรุงเทพฯ พร้อมกับการดูแลคนกรุงเทพฯ ควบคู่ โดยเปิดให้เข้ารับการรักษาปฐมภูมิที่ใดก็ได้ในเครือข่ายหน่วยบริการชุมชนอบอุ่น ซึ่งได้เริ่มบางส่วนแล้วในวันที่ 1 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

“วันนี้ ได้พัฒนาสิทธิบัตรทอง แม้ว่าขณะนี้ความพร้อมระบบจะยังไม่ 100% จำนวนคลินิกเข้าร่วมในวันนี้ยังไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ แต่ได้เริ่มปฏิบัติไปบ้างแล้ว คือ การอำนวยความสะดวกแก่ผู้ป่วยปฐมภูมิ หรือผู้ป่วยด้วยโรคทั่วไป สามารถเข้ารับบริการในสถานบริการปฐมภูมิในสิทธิบัตรทองได้เลย นำร่องในพื้นที่กรุงเทพฯ แล้ว ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน และตั้งเป้าไว้ในอีก 1 ปีเศษ จะต้องยกระดับให้บัตรทองใช้ได้ทั่วประเทศในปี 2565” นายอนุทิน กล่าว

นายอนุทิน กล่าวต่อไปว่า ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ ไม่เพียงแต่การดำเนินงาน สปสช. สธ. กทม. และหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงหน่วยบริการภาครัฐและเอกชนเท่านั้น แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน รวมถึงเครือข่ายภาคประชาชนทุกคน ทั้งอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ผู้นำชุมชน และผู้ประสานงานหน่วยรับเรื่องร้องเรียนอิสระอื่นตามมาตรา 50 (5) ในการร่วมผลักดัน โดยในวันนี้ขอให้ร่วมกันชี้แจงและทำความเข้าใจกับประชาชนเกี่ยวกับข้อมูลการยกระดับบัตรทองใน 4 รายการบริการนี้ ตนเชื่อมั่นว่าระบบบัตรทอง แม้จะผ่านปัญหา อุปสรรค และความท้าทายต่างๆ ที่เป็นเสมือนคลื่นลมที่ถาโถมเข้ามา แต่ระบบนี้จะยังคงอยู่ได้ และยังคงเป็นหลักประกันสุขภาพให้กับคนไทยทุกคน เพราะด้วยพลังของเราทุกคนที่ต่างช่วยกัน

“สปสช.ได้พัฒนาการทำงานมาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งในอดีต เมื่อครั้งมีนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค การรักษายังไม่ครอบคลุมสารพัดโรคเช่นปัจจุบัน แต่ได้มีการเพิ่มสิทธิ์เข้าไปเรื่อยๆ จะเห็นว่าทุกนโยบาย ต้องอาศัยการพัฒนาต่อยอด และ 30 บาทรักษาทุกที่ ขอให้เป็นภาค 2 ของนโยบาย 30 บาท รักษาทุกโรค เพื่อยกระดับการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน 30 บาทรักษาทุกที่ คนไทยต้องเป็นวีไอพี (VIP) ทุก รพ. คือ จุดกำเนิดของการขยายสิทธิบัตรทองออกไปใน 4 บริการหลัก ที่มักจะถูกตั้งคำถามในเรื่องของความยากในการปฏิบัติ ไปจนถึงขั้นที่บางคนบอกว่าทำไม่ได้ แต่ส่วนตัวคิดว่า ถ้าเป็นงานที่ทำแล้วดี ย่อมสมควรทำ” นายอนุทิน กล่าว

ด้าน นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา เลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า การประชุมในวันนี้มีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อชี้แจงการปรับระบบบริการใหม่ 4 รายการ โดยเฉพาะบริการผู้ป่วยในไม่ต้องกลับไปรับใบส่งตัวรวมถึงการลงทะเบียนหน่วยบริการประจำใหม่ให้กับประชาชนสิทธิว่างในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ สปสช. อยู่ระหว่างเร่งดำเนินการ ให้กับภาคีเครือข่ายภาคประชาชน ทั้ง อสม. ผู้นำชุมชน และผู้ประสานงานหน่วยรับเรื่องร้องเรียนอิสระอื่นตามมาตรา 50 (5) เพื่อเป็นสื่อกลางในการสื่อสารไปยังประชาชน เพื่อสร้างความเข้าใจในการปรับระบบบริการภายใต้กองทุนบัตรทองนี้ โดยเป็นความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งกรมการแพทย์ สธ. สำนักอนามัย สำนักการแพทย์ กทม. โรงพยาบาลสังกัดกระทรวงกลาโหม โรงเรียนแพทย์ และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง