แพทย์จุฬาฯ เตือน ลดกักตัว ‘โควิด’ เหลือ 10 วัน อันตราย เผยยังพบเชื้อได้นาน 2-3 สัปดาห์
เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊ก ระบุว่า
ขำไม่ออก เพราะคนในสังคมอาจได้รับผลกระทบในไม่ช้า
ลด…วัน…ทูทรีโฟร์ไฟฟ์ซิกส์เซเว่นเอทไนน์เทน
ดีครับนาย ได้ครับผม เหมาะสมครับท่านหรือเปล่าครับ? ช่วยชี้แจงหน่อย
1. คณะกรรมการร่วมสามแหล่ง…เครือข่ายกากี่นั้งหรือเปล่าหนอ
“สุขภาพ ท่องเที่ยว เดินทาง”…เกี่ยวข้องกันไหม? เด็กๆ ก็ตอบได้
2. ตัวเลขที่นำเสนอประเมินความเสี่ยงนั้น เอาตัวเลขคนที่มาจากการกักตัวตั้งแต่เมษายนถึงตุลาคม
สถานการณ์ตุลาคมรุนแรงกว่าเมษายน 7-8 เท่า แต่นี่เอาตัวหารมารวมกัน โอกาสการติดเชื้อในแต่ละช่วงเวลาย่อมไม่เท่ากัน รวมถึงโอกาสที่คนจะเดินทางมาจากแต่ละประเทศในแต่ละเดือนโดยความรุนแรงของสถานการณ์การระบาดในแต่ละเดือนก็ไม่เท่ากัน
เหตุใดจึงไม่ใช้จำนวนคนติดเชื้อที่รายงานในแต่ละประเทศในช่วงเวลาปัจจุบันมาเป็นตัวพิจารณาถึงสถานการณ์ความเสี่ยงของประเทศนั้นๆ ร่วมกับอัตราการตรวจพบผลบวก (positivity rate) ในประเทศนั้นๆ
3. การประมาณการเคสหลุดที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดินแบบไม่น่าเชื่อ แถมเอาตัวเลขนั้นมาบอกว่าระบบสุขภาพจะเอาอยู่ มีทรัพยากรเพียงพอนั้น ไม่ถูกต้อง
เรื่องบอกว่าหลุดจาก 10 วัน โอกาสแพร่น้อยมากนั้น คิดแบบตื้นๆ เกินไปไหม?
การหลุดรอดออกมาในชุมชน แล้วอ้างว่าโอกาสแพร่น้อยนั้น อาจเป็นการจับแพะมาชนแกะนะครับ
ข้อมูลวิชาการที่มีนั้นบอกว่า 10 วันนับจากวันที่มีอาการ!!!
แต่ไม่ใช่นับจากเริ่มกักตัว!!!
คนติดเชื้อจะมีระยะเวลาฟักตัว 2-14 วัน “ก่อน” จะเกิดอาการ
และสามารถตรวจพบเชื้อตัวเป็นๆ ได้ตั้งแต่ก่อนมีอาการ 6 วันและส่วนใหญ่ตรวจพบไปได้ถึง 10 วันหลังเกิดอาการ
และมีงานวิจัยหลายต่อหลายชิ้นที่ชี้ให้เห็นแล้วว่าสามารถตรวจพบหลังจาก 10 วันได้นานกว่านั้นอีก 2-3 สัปดาห์
การตีขลุมสรุปว่า เลยจากวันกักตัว 10 วันแล้วจะไม่แพร่เชื้อนั้นจึงไม่ถูกต้องครับ
นอกจากนี้ ไม่ว่าจะคาดประมาณเคสหลุดมาเท่าใด สัจธรรมที่เกิดขึ้นมาแล้วในต่างประเทศคือ หนึ่งเคสที่หลุด ก็เป็น superspreader ทำให้วอดวายได้ เพราะความไม่มีวินัย ไม่เชื่อฟัง แหกกฎ ฯลฯ ระบบการติดตามตัวไม่ได้การันตีว่าจะลดความเสี่ยงจากพฤติกรรมธรรมชาติของมนุษย์ได้ ไม่ว่าจะเป็นประเทศที่เข้มงวดกว่าไทยก็ตามแต่
ดังนั้นการประมาณจำนวนเคสหลุด เอามาเทียบตรงๆ กับทรัพยากร จึงไม่ถูกต้อง แถมทรัพยากรในแต่ละพื้นที่ ความสามารถในการจัดการและการกระจายทรัพยากรก็อาจไม่เท่ากันด้วย เวลาเกิดเหตุการณ์หนักขึ้นมา ภาระจะไปกระจุกในที่ที่มีศักยภาพมากกว่าระดับพื้นฐาน และส่งผลกระทบต่อระบบบริการต่างๆ อย่างกว้างขวาง นี่คือสิ่งที่ควรระวังอย่างยิ่ง และต้องป้องกันไม่ให้เกิดขึ้น มากกว่าที่จะท้าทายว่ากรูจะเอาอยู่
สิ่งที่ประชาชนควรทำคือ รู้เท่าทัน รับข้อมูลแล้วคิดตาม กล้าถาม กล้าทักท้วง เรียนรู้ข้อมูลที่ถูกต้องและนำไปใช้เพื่อประพฤติปฏิบัติป้องกันตัวเองอย่างเต็มที่
ส่วนตัวแล้ว ผมบอกได้เพียงว่า สถานการณ์การพัฒนานโยบายและมาตรการต่างๆ ที่เราเห็นอยู่หลายเรื่องนั้น ทำให้ผมไม่เชื่อ และไม่ไว้ใจที่จะฝากเรื่องสวัสดิภาพและความปลอดภัยในชีวิตของคนในสังคมให้ดูแลจัดการ
เพราะสามเดือนแรกของปี เป็นตัวพิสูจน์ให้เห็นมาแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น…และเพราะอะไร? และมีแนวโน้มว่ากำลังจะนั่งไทม์แมชชีนย้อนไปแบบเดิม
ดังนั้น ขอให้เราทุกคน ดูแลตัวเอง ดูแลครอบครัว ป้องกันตัวอย่างเคร่งครัด
จนกว่าจะตาสว่าง และมีความกล้าหาญที่จะสังคายนาวงนโยบายดังกล่าวเสียที
ด้วยรักต่อทุกคน

