งานสัมนาใหญ่ “มิติใหม่อัยการแผ่นดิน” วงเสวนา “บทบาทอัยการกับบริบทของสังคมที่เปลี่ยนแปลง” “วิรุตม์” ชี้ต้องเเก้กฎหมายให้อัยการเข้าไปควบคุมการสอบสวนของพนักงานสอบสวน อย่าตกหลุมพลางเเค่ให้ไปร่วมสอบสวน วงเสวนาเห็นด้วย แจ้งข้อหา ฝากขัง ต้องเสนอให้อัยการตรวจสอบก่อนหวังคุ้มครองสิทธิผู้ต้องหา แนะเพิ่มมาตรฐานในการสั่งฟ้องคดีของอัยการให้แน่ใจว่ามีหลักฐานเพียงพอให้ศาลลงโทษ “มล.ศุภกิตต์” เลขานิติวัชร์ -ดร.หน่อย “ธนกฤต” ผอ.สถาบัน ยกบทบาทอัยการอังกฤษและฝรั่งเศสเทียบอำนาจกับอัยการไทย
เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 63 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 5-6 พ.ย.ที่ผ่านมาในการจัดงานสัมมนาทางวิชาการ “มิติใหม่อัยการแผ่นดิน” ของสำนักงานอัยการสูงสุด ที่มีอัยการจากทั่วประเทศจำนวนร่วม 2,000 คนมาร่วมงาน มีหัวข้อการเสวนาที่น่าสนใจในเรื่อง “บทบาทอัยการกับบริบทของสังคมที่เปลี่ยนแปลง” โดยมีผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย ศาสตราจารย์ ดร.สุรศักดิ์ ลิขสิทธิ์วัฒนกุล ศาสตราจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร เลขาธิการสถาบันเพื่อการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม นายสมชาย หอมลออ อดีตกรรมการปฏิรูปกฎหมาย นางสาวจอมขวัญ หลาวเพ็ชร์ พิธีกรรายการโทรทัศน์ และนายสุภาพ คลี่ขจาย นายกสมาคมทีวีดิจิทัลแห่งประเทศไทย
โดยในการเสวนาครั้งนี้ มีการระบุถึงเกี่ยวกับเรื่องอำนาจการสอบสวนมีประเด็นน่าสนใจ สรุปดังนี้ โดยผู้เข้าร่วมเสวนาเห็นด้วย
1.ควรจะมีกฎหมายให้อำนาจอัยการเข้าไปมีบทบาทตรวจสอบสำนวนการสอบสวนของพนักงานสอบสวนตั้งแต่เริ่มต้น ไม่ใช่รอให้พนักงานสอบสวนส่งสำนวนมาให้ แล้วอัยการค่อยมาดูว่าจะสั่งให้สอบสวนอะไรเพิ่มเติมบ้าง ซึ่งอาจจะทำให้การอำนวยความยุติธรรมล่าช้าเกินไป ดังนั้น อัยการควรจะมีอำนาจเข้าไปมีบทบาทในการสอบสวนตั้งแต่คดีเกิดขึ้น โดยเข้าไปตรวจสอบสำนวนการสอบสวนของพนักงานสอบสวน
โดย พ.ต.อ.วิรุตม์ 1 ในผู้ร้วมเสวนายังให้ความเห็นที่น่าสนใจไว้ว่า บทบาทการสอบสวนของอัยการในที่นี้ ต้องเข้าใจว่า อัยการเข้าไปเป็นผู้ควบคุมและตรวจสอบการสอบสวนคดีของพนักงานสอบสวน ไม่ใช่เข้าไปร่วมทำการสอบสวนและไปตรวจสถานที่เกิดเหตุทุก ๆ คดีร่วมกับพนักงานสอบสวน ดังนั้น ตามที่ร่าง พ.ร.บ. การสอบสวนคดีอาญา กำหนดให้อัยการเข้าไปร่วมสอบสวนกับพนักงานสอบสวน ตนไม่เห็นด้วยอัยการต้องระวังให้ดี อย่าไปหลงกล
- ในการแจ้งข้อกล่าวหาของพนักงานสอบสวนรวมทั้งการฝากขังผู้ต้องหา เพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องหา พนักงานสอบสวนควรต้องเสนอให้อัยการพิจารณาเพื่อขอความเห็นชอบก่อนทุกครั้ง เพื่อให้อัยการได้ตรวจสอบและกลั่นกรองการทำหน้าที่ของพนักงานสอบสวน
- มาตรฐานในการสั่งฟ้องคดีของอัยการ อัยการควรพิจารณาให้แน่ใจว่า หากคดีเข้าสู่การพิจารณาคดีในศาลแล้ว มีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะให้ศาลลงโทษผู้ต้องหาได้ ถึงค่อยสั่งฟ้อง ไม่ใช่เพียงแค่ว่ามีพยานหลักฐานเพียงพอจะสั่งฟ้องได้ก็สั่งฟ้องไปแล้ว ซึ่งอาจทำให้กระทบสิทธิของผู้ต้องหาได้
- อัยการควรใช้ดุลพินิจในการสั่งฟ้องคดีด้วยความระมัดระวัง ไม่จำเป็นจะต้องสั่งฟ้องผู้ต้องหาที่กระทำความผิดเสมอไป ซึ่งการสั่งฟ้องผู้ต้องหาในบางกรณี แม้จะเป็นการลงโทษผู้กระทำผิด แต่จะก่อให้เกิดผลเสียแก่สังคมและเป็นผลร้ายแก่ผู้ต้องหามากกว่า หากมีทางเลือกอื่นที่จะไม่ต้องสั่งฟ้องผู้ต้องหาที่กระทำความผิด อัยการก็ควรเลือกใช้มาตรการอื่นที่เหมาะสมกว่าแทน เช่น การชะลอการฟ้อง แต่น่าเสียดายที่กฎหมายชะลอการฟ้องในชั้นอัยการยังไม่ถูกนำมาใช้
- สำนักงานอัยการสูงสุดควรมีสถิติคดีที่จำเลยให้การปฏิเสธว่าไม่ได้กระทำความผิด และอัยการฟ้องคดีไปว่า ศาลตัดสินลงโทษจำเลยคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ และยกฟ้องของอัยการกี่เปอร์เซ็นต์
- สำนักงานอัยการสูงสุดควรมีการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนและสังคมได้เข้าใจถึงบทบาทและอำนาจหน้าที่ของอัยการให้มากขึ้น เพราะปัจจุบันนี้ ประชาชนยังไม่เข้าใจว่าอัยการมีบทบาทและอำนาจหน้าที่ในเรื่องใดบ้าง ทั้งที่ภารกิจและอำนาจหน้าที่ของอัยการมีหลายอย่างหลายด้าน
ผู้สื่อข่าวได้สอบถามความคิดเห็นไปยังหม่อมหลวงศุภกิตต์ จรูญโรจน์ เลขาธิการสถาบันนิติวัชร์ สำนักงานอัยการสูงสุด และ ดร.ธนกฤต วรธนัชชากุล ผู้อำนวยการสำนักงานประสานงานกระบวนการยุติธรรม สถาบันนิติวัชร์ ถึงบทบาทของอัยการในต่างประเทศเมื่อเปรียบเทียบกับอัยการไทย

โดย หม่อมหลวง ศุภกิตต์ ได้กล่าวว่าบทบาทของอัยการอังกฤษว่า ในประเทศอังกฤษนั้น อัยการอังกฤษจะยื่นฟ้องคดีต่อศาลก็ต่อเมื่อคดีมีพยานหลักฐานพิสูจน์ให้ศาลพิพากษาลงโทษผู้กระทำความผิดได้

ดร.ธนกฤตได้กล่าวว่า ระบบกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมของไทยแยกการสอบสวนออกจากการฟ้องคดี โดยหลักแล้วผู้ที่มีอำนาจสอบสวนคือพนักงานสอบสวน เว้นแต่คดีบางประเภทที่กฎหมายกำหนดให้อัยการไทยเข้าไปมีอำนาจสอบสวนด้วย ทำให้เกิดปัญหาในการประสานงานและการทำงานร่วมกันของพนักงานสอบสวนและอัยการไทยในการค้นหาความจริงในคดี ประการที่สำคัญคือ ทำให้อัยการไทยไม่สามารถเข้าไปควบคุม และกำกับดูแลการสอบสวนคดีของพนักงานสอบสวนตั้งแต่เริ่มต้นคดีได้ อัยการไทยจะเริ่มทำหน้าที่ของตนก็ต่อเมื่อพนักงานสอบสวนทำการสอบสวนเสร็จสิ้นและส่งสำนวนการสอบสวนมาให้อัยการแล้ว ทำให้เกิดปัญหาตามมา คือ การกำหนดประเด็นและการรวบรวมพยานหลักฐานของพนักงานสอบสวนไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ ทำให้คดีล่าช้า และเกิดปัญหาการสืบพยานของอัยการในชั้นศาล
ดร.ธนกฤต ได้กล่าวถึงถึงบทบาทของอัยการในประเทศฝรั่งเศสที่เป็นประเทศแรกในโลกที่มีอัยการเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 700 กว่าปีมาแล้ว และถือว่าเป็นแม่แบบของอัยการในประเทศต่าง ๆ ว่า ในระบบการดำเนินคดีอาญาของประเทศฝรั่งเศส รวมทั้งในประเทศอื่นๆ เช่น เยอรมนี เบลเยียม ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ที่เป็นระบบสากล อำนาจในการสอบสวนและฟ้องร้องคดีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันและเป็นกระบวนการเดียวกัน ไม่ได้มีการแบ่งแยกการสอบสวนออกจากการฟ้องร้องคดีเหมือนระบบการดำเนินคดีอาญาของประเทศไทย โดยตามหลักการดำเนินคดีอาญาของประเทศฝรั่งเศสและประเทศต่างๆ ดังกล่าว อัยการเป็นผู้มีอำนาจทั้งการสอบสวนและการฟ้องร้องคดีอาญา ซึ่งเป็นไปตามหลักการดำเนินคดีอาญาโดยรัฐ เพื่อให้การสอบสวนและการฟ้องร้องคดีเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ในการแสวงหาข้อเท็จจริงและพิสูจน์ความผิดของผู้ถูกกล่าวหา ในประเทศฝรั่งเศสนั้น อัยการฝรั่งเศสจึงเป็นผู้รับผิดชอบการสอบสวนคดี ซึ่งอัยการฝรั่งเศสอาจสอบสวนด้วยตนเองหรือมอบให้ตำรวจฝ่ายคดีดำเนินการสอบสวนแทนก็ได้
ดร.ธนกฤตกล่าวต่อว่า ปกติแล้วอัยการฝรั่งเศสจะมอบให้เจ้าพนักงานตำรวจฝ่ายคดีดำเนินการสอบสวนแทน เว้นเสียแต่จะเป็นคดีอาญาที่มีความสำคัญและเป็นคดีความผิดร้ายแรง เช่น คดีก่อการร้าย อัยการฝรั่งเศสจะเข้าไปสอบสวนคดีด้วยตนเองตั้งแต่เริ่มต้น เช่นตามที่เห็นเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลก เมื่อครั้งเกิดคดีก่อการร้ายครั้งใหญ่ในกรุงปารีสเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2558 มีผู้เสียชีวิตกว่า 150 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เสียชีวิตในโรงมหรสพบาตากล็อง และมีผู้ได้รับบาดเจ็บกว่า 350 ราย หรือเมื่อเร็วๆ นี้ เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2563 ตามที่มีเหตุก่อการร้ายในโบสถ์ ใจกลางเมืองนีซ ทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายราย อัยการฝรั่งเศสก็จะเป็นผู้เข้าไปทำการสอบสวนตั้งแต่เริ่มต้นและเป็นผู้แถลงข่าวถึงเหตุการณ์ในคดีที่เกิดขึ้น การดำเนินการสอบสวนเอาตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมาย และความคืบหน้าของคดีให้สาธารณชนทราบด้วย
ดร.ธนกฤตกล่าวต่อว่า แต่ถ้าเป็นคดีความผิดอาญาทั่วๆ ไปอัยการฝรั่งเศสมักจะมอบให้เจ้าพนักงานตำรวจฝ่ายคดีดำเนินการสอบสวนแทน โดยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาของประเทศฝรั่งเศส มาตรา 12, มาตรา 12-1 และมาตรา 13 อัยการฝรั่งเศสจะเป็นผู้ควบคุมและกำกับทิศทางในการสอบสวนของเจ้าพนักงานตำรวจฝ่ายคดี ดังนั้น การปฏิบัติหน้าที่ในการสอบสวนของเจ้าพนักงานตำรวจฝ่ายคดี จึงอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลและการอำนวยการของอัยการฝรั่งเศส อันนี้ถือเป็นลักษณะการทำงานร่วมกันของเจ้าพนักงานตำรวจฝ่ายคดีและอัยการฝรั่งเศส นอกจากนี้ อัยการฝรั่งเศสยังมีอำนาจดุลพินิจที่กว้างขวางในการใช้ดุลพินิจสั่งฟ้องคดี โดยอัยการฝรั่งเศสไม่จำเป็นต้องสั่งฟ้องคดีเพื่อลงโทษผู้กระทำผิดไปเสียทุกคดี แต่มีอำนาจใช้ดุลพินิจในการบริหารจัดการกระบวนการยุติธรรมทางอาญา เพื่อใช้มาตรการทางเลือกที่เหมาะสมในการดำเนินการกับผู้กระทำความผิดแทนการสั่งฟ้องคดีได้ หากเห็นว่าการใช้มาตรการทางเลือกแทนการฟ้องคดี เช่น การไกล่เกลี่ยทางอาญา ความตกลงทางอาญา และการต่อรองคำรับสารภาพในชั้นก่อนฟ้อง จะเป็นประโยชน์ยิ่งกว่าการฟ้องคดีเช่นปกติทั่วไป

